หน้าแรก เศรษฐกิจ ลุยปฏิรูปภาษี...

ลุยปฏิรูปภาษี…ปั๊มรายได้ให้ประเทศ บูสต์เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี’68

2.06.25 | 10:17 น.
ปฏิรูปภาษี

เดินทางมาสู่ครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายโดยเฉพาะเรื่องความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายภาษีและการกีดดันการค้าจากสหรัฐอเมริกาที่สะเทือนไปทั่วโลก ส่งผลต่อการการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งไทยและโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง
ขณะที่งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ไม่ได้ดีมากนัก กำลังเป็นที่จับตาว่าจะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด

⦁จีดีพีโตต่ำ-รายได้หายาก

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดขยายตัว 1.3-2.3% โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 1.8% มีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนภาครัฐสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 รวมทั้งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน ท่ามกลางอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งปียังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก และผลกระทบจากการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐ รวมทั้งความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคเกษตร

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้เปิดข้อมูลผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-เมษายน 2568) จำนวน 1,425,063 ล้านบาท ใกล้เคียงกับประมาณการและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.74 หมื่นล้านบาท หรือ 2.7% โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคในประเทศและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี พบว่าภาษีรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง

Advertisement

หากแบ่งรายได้ตามกรมและหน่วยงานการจัดเก็บแล้ว กรมสรรพากรจัดเก็บได้ 1.138 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.79 หมื่นล้านบาท หรือ 1.6% กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ 3.09 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 3.35 หมื่นล้านบาท หรือต่ำกว่า 9.8% กรมศุลกากรจัดเก็บได้ 6.67 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ4.6 พันล้านบาท หรือต่ำกว่า 6.5% ส่วนรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้11.2 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2.36 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่า 26.5%

แม้สถานการณ์รายได้ยังพอทรงตัว โดยเฉพาะกรมสรรพากรที่ยังจัดเก็บได้เกินเป้าหมายเล็กน้อย แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่ารายได้ของกรมสรรพากร ณ สิ้นปีงบ 2568 จะต่ำกว่าเป้าหมาย 3.6 หมื่นล้านบาท

สัญญาณการจัดเก็บรายได้มีสัดส่วนต่ำตั้งแต่ปีงบ 2567 อยู่ที่15.06% ของจีดีพี ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ทำให้ความเสี่ยงทางการคลังและมุมมอง (Outlook) ระยะปานกลางยังคงอยู่ในระดับสูง กดดันจากรายจ่ายเพื่อชำระหนี้และภาระผูกพัน และรายจ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รายจ่ายชำระ ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ

ทำให้สภาพคล่องในปีงบ 2568 อาจมีแรงกดดันเพิ่มเติม ได้แก่ กรณีที่ 1 หากการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามประมาณการ โดยรัฐบาลมีกันชน (Buffer) กรอบกู้กรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ รองรับกรณีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการได้เพียง 0.17% ของจีดีพี (4,920 ล้านบาท) และกรณีที่ 2 อาจมีรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอและต้องเบิกใช้จากเงินคงคลังในระดับสูง ซึ่งประเด็นความเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อการบริหารสภาพคล่องต่อเนื่องไปในอนาคตที่ควรระมัดระวังและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

⦁สรรพากรเร่งเครื่องปฏิรูปภาษี

เรื่องนี้ ปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ยอมรับว่าในปีงบประมาณ 2568 ที่จะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ กรมสรรพากรได้รับมอบเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีอยู่ที่ 2.372 ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 82% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด แต่รายได้สิ้นปีของกรมอาจต่ำกว่าเป้าหมาย ตามที่ตาม สศค.คาดการณ์ แต่กรมจะพยายามทำให้ผลการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายน้อยกว่า2 หมื่นล้านบาทให้ได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้กรมจัดเก็บภาษีไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้รายได้จากภาษีปิโตรเลียม คาดว่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายราว 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธุรกิจปิโตรเลียมได้นำผลขาดทุนสะสมมาหักออกจากรายได้ ทำให้เสียภาษีน้อยลง ขณะเดียวกันรายได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ที่จะเริ่มเก็บครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย 5 พันล้านบาท

ส่วนแผนการที่จะช่วยเพิ่มการจัดเก็บภาษีในระยะสั้นนั้น กรมจะมุ่งไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้เสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยจะดูใน 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจกลางคืน ธุรกิจซื้อมาขายไปที่ใช้เงินสด และธุรกิจร้านขายยา ซึ่งตามปกติกรมจะต้องส่งเจ้าหน้าที่สำรวจธุรกิจในทุกสองปี แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งจะใชเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ช่วยในการตรวจสอบด้วย

“ส่วนปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรได้รับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีเพิ่มสูงขึ้นกว่าเป้าของปี 2568 อีก 1 แสนล้านบาท ถือว่ามีความท้าทายมาก แต่กรมจะบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย” อธิบดีกรมสรรพากรระบุ

⦁ศึกษาหาช่องเพิ่มรายได้

อธิบดีกรมสรรพากรระบุช่องทางการเพิ่มรายได้ของกรมในระยะยาวมีหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท ตามข้อเสนอแนะของ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดยระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในประเทศไทยเริ่มใช้ในปี 2535 ซึ่งกฎหมายขณะนั้นได้กำหนดให้ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.2 แสนบาทต่อปี จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่เสียภาษีแวต ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.2-6 แสนบาท ให้เสียภาษีแบบเหมาจ่ายที่ 1.5% โดยไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ ซึ่งกรมจัดเก็บได้ราว 400 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ทำให้ภายหลังได้มีการยกเลิกการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเหมาจ่ายดังกล่าว

“หากนำระบบภาษีแบบเหมาจ่ายดังกล่าวมาใช้ในปัจจุบัน โดยกำหนดให้ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เสียภาษีแบบเหมาจ่าย กรมประเมินว่าจะมีรายได้ราว 6 พันล้านบาท” อธิบดีกรมสรรพากรระบุ

นอกจากนี้ ที่ผ่านมากรมได้ศึกษาการจัดเก็บภาษีตัวใหม่ๆ 4-6 ตัวเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ภาษีการเดินทางออกนอกต่างประเทศ หรือราชอาณาจักร ซึ่งเป็นภาษีที่เคยใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน (ปี 2526) มีวัตถุประสงค์ป้องกันไม่ให้คนไทยนำเงินตราออกนอกราชอาณาจักร เพื่อช่วยลดการขาดดุลทางการค้า แต่ภาษีตัวนี้ก็จัดเก็บได้เพียงไม่กี่ปีก็ถูกยกเลิกไปเพราะพิจารณาจากความคุ้มค่า

ขณะที่การศึกษาครั้งนี้ยังดูความเป็นไปได้ในการหายได้ใหม่ๆ และต้องมีความรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องของความคุ้มค่าเนื่องจากภาษีการเดินทางออกนอกต่างประเทศ จะเป็นการจัดเก็บจากผู้ที่เดินทาง ฉะนั้น จะต้องตรวจใบอนุญาต ในพื้นที่สำหรับทั้งสนามบิน ท่าเรือ ชายแดนต่างๆ หากฝากงานการตรวจกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็อาจเป็นการทำให้ขั้นตอนการเดินทางเพิ่มขึ้น หรือกรมสรรพากรจะลงทุนระบบ ก็ไม่แน่ว่าจะคุ้มกับภาษีที่ได้รับจริงหรือไม่ หรือหากฝังตราอนุญาตในตั๋วโดยสารก็ต้องมีการรื้อกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิด จะส่งต่อไปในระดับนโยบายของรัฐบาลตัดสินใจต่อไป

⦁เว้นภาษีดึงเงินลงทุนกลับประเทศ

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปภาษีไม่ได้มีแค่การเพิ่มอัตราภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลด หรือยกเว้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้าประเทศด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมสรรพากรระบุ กรมอยู่ระหว่างการยกร่างแก้ไขภาษีเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้ในต่างประเทศให้สามารถนำกลับเข้าไทยโดยไม่มีภาระภาษี เพื่อเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยกรมพบว่ามีเม็ดเงินลงทุนของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศที่นำไปลงทุนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดิน ซื้อประกันภัย หรือการลงทุนในกองทุนในต่างประเทศที่รวมกันราว 2 ล้านล้านบาทนั้น และสร้างรายได้เป็นหลักแสนล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายภาษีดังกล่าว ซึ่งเตรียมออกเป็นกฎกระทรวงการคลัง จะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับรายได้ของคนที่มีถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป จะอยู่แบบต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่องก็ได้ แต่ภายใน 1 ปีมีเวลาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป เมื่อมีรายได้ไม่ว่ารายได้นั้นจะเกิดขึ้นในประเทศไทย หรือเป็นรายได้จากแหล่งเงินในต่างประเทศก็ตาม มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับกรมสรรพากร แต่การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับแหล่งเงินได้จากต่างประเทศดังกล่าว จะยกเว้นให้เพียง 2 ปีคือ ปีที่เกิดรายได้นั้นและปีถัดมา หากนำเข้าในปีที่ 3 ของปีที่เกิดรายได้ในต่างประเทศเป็นต้นไปจะต้องมีภาระภาษีตามปกติ

ปัจจุบันเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่มีแหล่งเงินจากต่างประเทศนั้น ไม่ว่าจะนำเงินนั้นเข้ามาในประเทศในปีที่เกิดรายได้ หรือปีใดก็ตาม จะต้องมีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับกรมสรรพากร โดยหลักเกณฑ์นี้ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ขณะที่ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้จากต่างประเทศ หากนำเข้ามาหลังปีที่เกิดเงินได้นั้นๆ จะไม่มีภาระภาษีเงินได้

“กรมสรรพากรอยากกระตุ้นให้คนที่มีเงินในต่างประเทศนำเงินรายได้กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีการหมุนเวียนมากขึ้นไม่หยุดยิ่ง เพราะหากนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ก็จะเกิดความคึกคักในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น” อธิบดีกรมสรรพากรระบุ

อธิบดีกรมสรรพากรระบุอีกว่า สาเหตุที่ยกเว้นภาษีดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีเวลาเตรียมตัวในการนำเงินได้เข้าประเทศ เพราะบางกรณีอาจมีเงินได้ในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถนำเงินได้นั้นกลับเข้าประเทศได้ทันเวลาในปีภาษีที่เกิดเงินได้นั้น จึงให้เวลาสองปี คือปีที่เกิดเงินได้นั้นและปีถัดมา

“อย่างไรก็ดี รายได้จากภาษีดังกล่าวยังไม่เคยเกิดขึ้น หรือไม่เคยมีการจัดเก็บมาก่อน เพราะฉะนั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำให้รัฐบาลโดยกรมสรรพพากรสูญเสียรายได้ไป” อธิบดีกรมสรรพากรทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ถือเป็นแนวทางเดียวกับกระทรวงการคลังที่มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนจัดเก็บรายได้ต่อจีดีพีให้เพิ่มสูงขึ้นจาก ปัจจุบันการจัดเก็บรายได้รัฐ 12-13% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 18% ของจีดีพีให้ได้ ซึ่งในแผนการปฏิรูปภาษีหากเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 5% จะทำให้คลังมีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นได้อีก 8 แสนล้านบาท จะช่วยให้ลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ทำให้จัดทำงบประมาณสมดุลได้เร็วขึ้น โดยถือเป็นเรื่องท้าทาย

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กรมสรรพสามิตได้ปรับขึ้นภาษีน้ำมันทุกประเภทเฉลี่ย 1 บาท ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มปีละ 3.48 หมื่นล้านบาท

ทั้งหมดนี้ถือเป็นภารกิจสุดหินของกระทรวงการคลัง เร่งหารายได้ โปะรายจ่ายที่ไม่มีวันลดลง!!