หาดใหญ่โพล ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ “โอดครวญ” หนี้สินครัวเรือนพุ่ง การท่องเที่ยวซบเซา นักท่องเที่ยวจีนเมิน การส่งออกหด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลเลื่อนลอย บริหารภาครัฐผิดพลาด ธุรกิจ SME แย่งปิดตัวเอง เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ร้องราคาปาล์มตกต่ำ
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือน พฤษภาคมปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมษายน
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การลดลงของหนี้สิน การแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ปัจจัยลบที่สำคัญได้แก่การท่องเที่ยวไทยซบเซาลง นักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก สาเหตุมาจากปัญหาด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ความไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์อาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวจีน และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชีย ที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปได้เดินทางไปยังไปประเทศอื่นในเอเชียแทน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นจำนวนมาก
การส่งออกของไทยที่ลดลง เป็นเพราะอัตราภาษีการส่งออก ค่าเงินบาทแข็ง และการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ความต้องการของประเทศที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป ลดการนำเข้าสินค้าจากไทย
“ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ทำให้มีหนี้ครัวเรือนสูง โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งทำให้ประชาชนใช้จ่ายน้อยลง ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ร้านค้า แผงลอย ต้องปิดตัวจำนวนมาก” ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าว
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไม่มีความแน่นอน ล่าช้า เลื่อนเวลา และไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อาทิ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โครงการแลนด์บริดจ์ “ชุมพร-ระนอง” การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-600 บาทต่อวัน การลดราคาพลังงานและสาธารณูปโภค การพักชำระหนี้เกษตรกร รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย และไทยเที่ยวไทยคนละครึ่ง
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการบริหารงานของภาครัฐที่ผิดพลาด ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีเงิน แต่ภาครัฐนำเงินไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า และเงินที่นำไปใช้จำนวนมากไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จึงทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
จากการที่รัฐบาลปรับการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งประกอบด้วย โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ โครงการลงทุนด้านคมนาคม โครงการลงทุนพัฒนาการท่องเที่ยว และโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่เป็นแรงกดดันจากนโยบายภาษีทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และปัจจัยอื่น ๆ
หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยคัดสรรเฉพาะโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และไม่ให้เกิดการทุจริต คอร์รัปชันในหน่วยงานราชการ ซึ่งนอกจากจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านการจ้างงานและการใช้จ่ายของรัฐแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพของการผลิตในระยะยาว ขณะเดียวกันโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอาจเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยในการกระจายรายได้ และส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก
ความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงการ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็วและกระจายลงสู่กลุ่มเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ หากภาครัฐสามารถผลักดันให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงภายในปีงบประมาณก็จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว ซึ่งการแจกเงินที่ผ่านมาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น แต่ต้องสูญเสียงบประมาณของประเทศเป็นจำนวนมาก
จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
รัฐบาลปรับการใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเล็ต เปลี่ยนเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า รัฐบาลได้ให้เวลาหน่วยงานส่งโครงการ 3 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ทำให้โครงการที่ส่งเข้ามากว่า 2 หมื่นโครงการอาจจะไม่ตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจมีการทุจริต คอร์รัปชัน และเงินทอนของแต่ละโครงการ
ประชาชนขอให้ภาครัฐที่เป็นหน่วยงานคัดเลือกโครงการ ช่วยคัดกรองเฉพาะโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง อีกทั้ง จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชาวบ้านมองว่า งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ หากภาครัฐนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้จะทำให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน เช่น โครงการจ้างงานคนในชุมชนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โครงการพัฒนาทักษะอาชีพของคนในชุมชนที่ตลาดแรงงานต้องการ โครงการพัฒนาแรงงานเกษตรสมัยใหม่ โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเชิงเกษตรของชุมชน
ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำต่อเนื่อง โรงงานปาล์มน้ำมันไม่รับซื้อผลผลิต หรือรับซื้อในจำนวนจำกัด ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และขาดรายได้ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เกษตรกรปาล์มน้ำมันวอนขอให้ภาครัฐช่วยเหลือ กำหนดราคาประกันรายได้ผลผลิต สนับสนุนให้โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต ควบคุมการนำเข้าปาล์มน้ำมันเมื่อผลผลิตในประเทศมีล้นตลาด และส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำ
ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน และในหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งประชาชนมองว่าฤดูฝน ภาคใต้มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ เสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเตรียมแผนการป้องกันเหตุน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยแจ้งเตือนภัยก่อนล่วงหน้า เพื่อประชาชนจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

