หน้าแรก เศรษฐกิจ อีคอนไทย แนะร...

อีคอนไทย แนะรัฐใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรู้คุณค่า เลี่ยงโครงการใหญ่

2.06.25 | 13:32 น.

อีคอนไทย แนะรัฐใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรู้คุณค่า เลี่ยงโครงการใหญ่

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผย ถึงกรอบวงเงินงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมใช้กระตุ้นเศรษฐกิจว่า โครงการที่จะนำมาใช้ควรเน้นมาตรการระยะสั้นที่สามารถเห็นผลได้จริงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อชดเชยผลกระทบจากภาวะส่งออกชะลอตัว และช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงภาคการผลิต การจ้างงาน และการบริโภค

นายธนิต กล่าวว่า ด้วยงบประมาณค่อนข้างจำกัดในกรอบ 1.57 แสนล้านบาท ดังนั้น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้ไม่ควรเป็นโครงการระยะยาวหรืออยู่ในหมวดโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างถนนโดยกรมทางหลวง หรือโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ เพราะกว่าจะเริ่มดำเนินการได้ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและผู้รับเหมา อีกทั้งไม่ได้กระจายรายได้ไปถึงประชาชนทั่วไปโดยตรง และรายได้หลักอาจไปกระจุกอยู่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่

นายธนิต กล่าวว่า ตนจึงอยากเสนอให้รัฐสนับสนุนเน้นการพัฒนาโครงการขนาดเล็กมากกว่า เช่น การซ่อมถนนในชุมชน การสร้างฝายหรือบ่อเก็บน้ำ โดยให้ชาวบ้านเสนอโครงการและดำเนินการกันเองในระดับหมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ กระตุ้นการบริโภค และกระจายรายได้สู่ชนบท

นายธนิต กล่าวว่า อย่างไรก็ตามก็มีแผนงานบางส่วนที่ตนเห็นด้วย อาทิมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ พร้อมเสนอให้มีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึง โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ท่องเที่ยวคนละครึ่ง ซึ่งก็จะเป็นโครงการที่กระตุ้นในระยะสั้นได้เช่นกัน ทั้งนี้ ตนเสนอว่าควรกำหนดพื้นที่ให้ใช้ได้เฉพาะจังหวัดที่ยังไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น ระยอง หรือจังหวัดในภาคอีสาน แทนที่จะเน้นแต่ภูเก็ตหรือพัทยา เพื่อให้รายได้กระจายตัวมากขึ้น และลดความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลัก

Advertisement

นายธนิต กล่าวว่า แต่สำหรับบางโครงการเช่น แผนซื้อตู้กดน้ำร้อนน้ำเย็นแจกจ่าย ตรงนี้ตนไม่เห็นด้วย และ มองว่าเป็นโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เพราะต้นทุนจัดซื้อเครื่องกดน้ำก็ไม่ได้ถูก และ สุดท้ายอาจจะกลายเป็นการเน้นการนำสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ หรือ การใช้งานอาจไม่ทั่วถึงประชาชน ดังนั้น หากต้องการพัฒนาเรื่องน้ำ ควรลงทุนในโครงการที่ตอบโจทย์ เช่น ขุดบ่อน้ำ ทำฝาย หรือเก็บน้ำฝน มากกว่าการจัดซื้ออุปกรณ์ที่มีต้นทุนสูงโดยไม่จำเป็น

นายธนิต กล่าวว่า สำหรับมาตรการแจกเงินหากรัฐบาลยังคงต้องการดำเนินโครงการนี้ต่อไปนั้น ตนสนับสนุนการแจกคูปองดิจิทัลมากกว่าการโอนเงินเข้าบัญชี เพราะสามารถกำหนดเงื่อนไขและกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน เช่น ใช้ได้เฉพาะในร้านค้าท้องถิ่น ไม่สามารถนำไปใช้ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ อีกทั้งสามารถกำหนดระยะเวลาใช้สั้นๆ เช่น ภายในหกเดือน เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอย่างรวดเร็ว

“ถ้าแจกเงินแบบไม่กำหนดว่าจะเอาไปใช้อะไร มันจะไม่ช่วยเศรษฐกิจมากนัก เงินจะไปกระจุกอยู่ในระบบค้าปลีกสมัยใหม่หรือห้างร้านใหญ่ๆ แทนที่จะหมุนเวียนในระบบท้องถิ่น” นายธนิต กล่าว