หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ เต...

นักวิชาการ เตือน ตลาดข้าวหอมมะลิไทย เสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ-การแข่งขันจากเพื่อนบ้าน 

3.06.25 | 15:04 น.

นักวิชาการ เตือน ตลาดข้าวหอมมะลิไทย เสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ-การแข่งขันจากเพื่อนบ้าน 

นายบวร ตันรัตนพงศ์ อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และ 2567 สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าหลักของข้าวไทย โดยรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างปรับแผนการค้าระหว่างประเทศ โดยอาจลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ เพื่อพยุงราคาผลผลิตภายในประเทศของตน

นายบวร กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเก็บภาษีนำเข้าจริง ในอัตรา 36% จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิทันที ขณะที่เวียดนามและกัมพูชาจะเผชิญ กับอัตราภาษีที่สูงกว่าคือ 46% และ 49% ตามลำดับ นายบวร กล่าวว่า หากมีการปรับขึ้นภาษีในครั้งนี้จริงก็จะส่งผลให้ราคาข้าวหอมที่สีแล้วจากประเทศเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าข้าวหอมจากเวียดนามจะยังคงมีราคาต่ำสุด รองลงมาคือข้าวจากไทย และข้าวจากกัมพูชาจะได้รับ แรงกดดันด้านราคาสูงที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิต และประสิทธิภาพการผลิตที่แตกต่างกันระหว่างแต่ละ ประเทศ

นายบวร กล่าวว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิจากประเทศเวียดนามมีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย และยังได้รับการพัฒนาให้มีเสถียรภาพทางคุณภาพสูงขึ้นในช่วงหลัง โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวหอม 105 และกข 15 ซึ่งไทยยังครองความเป็นผู้นำในด้านกลิ่นหอม นุ่ม คุณภาพของข้าว และความสม่ำเสมอของผลผลิต แต่ยังต้องระวังการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากประเทศเพื่อนบ้าน

นายบวร กล่าวว่า ในการผลิตข้าวหอมมะลิของไทย มีข้อได้เปรียบสำคัญคือการเตรียมดินที่ดี และการปลูกในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศเหมาะสม ทำให้ได้ข้าวคุณภาพสูง โดยเฉลี่ยผลผลิตอยู่ที่ 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ข้าวหอมมะลิเกรดส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 350–450 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม ข้าวหอมมะลิไทยยังคงต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยเฉพาะการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการอุดหนุนสินค้าเกษตรของแต่ละชาติ ซึ่งไทยต้องจับตานโยบายของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

Advertisement

นายบวร กล่าวว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวให้ทันกับทิศทางใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ อาจทำให้ข้าวหอมมะลิไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและรายได้จากการส่งออกในระยะยาว พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ การขยายผลผลิตข้าวหอมในพื้นที่เหมาะสม และวางแผนการตลาดเชิงรุกในตลาดคู่แข่งให้มากขึ้น นายบวร กล่าวว่า การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้ง ใหญ่ที่เร่งให้ผู้ส่งออกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย เฉพาะไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต้องเร่งปรับ กลยุทธ์ครั้งสำคัญ เช่น ไทยมีโอกาสเบนเข็มสู่ตลาด จีน แคนาดา ฮ่องกง และสิงคโปร์เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการส่งออกที่หดตัว และเพื่อรักษาฐานตลาดส่งออกให้มั่นคงในระยะยาว