ปี 2568 เดินทางเข้าสู่เดือนที่ 6 ของปี ในขณะที่สัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยกลับชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ไตรมาสแรกของปีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ 3.1% แต่ส่งสัญญาณชะลออย่างต่อเนื่อง และปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2568 จาก 2-2.5% เหลือ 1.5-2%
เป็นผลจากความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศคู่ค้าที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่สถานการณ์การเมืองภายในประเทศมีความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ทำให้ขาดความมีเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบันภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว
อภิชาติ เกษมกุลศิริ กรรมการ บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคการลงทุนของเอกชน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเกิดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568
แนะรบ.ออกกระตุ้นอุตฯเพื่อส่งออก
อภิชาติกล่าวขยายความการออกมาตรการกระตุ้นภาคการลงทุนของเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัว นักท่องเที่ยวจีนลดลง ส่งผลให้เครื่องยนต์ตัวนี้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลเคยวางไว้ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้เกิดการลงทุน เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกที่ยังมีศักยภาพในการแข่งขัน ถึงแม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาก็ตาม
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในตลาดโลก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น ถ้ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นอย่างมาตรการด้านภาษีพิเศษ เพื่อให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในช่วงครึ่งหลังของปี ก็จะสามารถเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังได้
เพราะปัจจุบันถึงแม้รัฐบาลจะพยายามใช้เงินลงทุนของภาครัฐเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่งบประมาณที่มีจำกัดทำให้ไม่สามารถที่จะมีพลังในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จำเป็นที่จะต้องดึงศักยภาพการลงทุนของภาคธุรกิจไทยออกมา เพื่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศเพิ่มขึ้น
“สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัจจัยที่กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น และจากปัจจัยภายนอกที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการที่สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนให้มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อน และสร้างพายุหมุนให้กับเศรษฐกิจไทย” อภิชาติกล่าว
“จากรายงานล่าสุดของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-มีนาคม 2568) มีการเบิกจ่ายงบลงทุนประมาณสะสม 594,000 ล้านบาท คิดเป็น 51.1% ของงบประมาณเบิกจ่ายเป้าหมายที่วางไว้ 1.16 ล้านล้านบาท และประเมินว่าตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2568 จะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 930,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี” อภิชาติกล่าว
อภิชาติให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ล่าสุดศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐสั่งระงับนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ โดยวินิจฉัยว่า การดำเนินการดังกล่าวของทรัมป์ล้ำเกินอำนาจรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ความคลุมเครือและความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ ดังนั้น การกระตุ้นภาคการลงทุนของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก รวมไปถึงการหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อมาชดเชยกับความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ จึงมีความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 1.5-2% ในปี 2568
“ผมมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นภาคการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานและการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้จริงมากกว่าการแจกเงิน” อภิชาติกล่าว
ภาคอสังหาฯยังติดกับดักกำลังซื้อลด
ในขณะที่แนวโน้มของภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อภิชาติกล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งในเรื่องของกำลังซื้อที่ลดลง ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยระมัดระวังในการก่อหนี้และมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ในขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาสินค้าคงเหลือที่มีอยู่สูง โดยประมาณว่าจำนวนสินค้าคงเหลือที่มีอยู่ในระบบต้องใช้เวลา 5-10 ปีในการขายออก ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชะลอแผนการเปิดตัวโครงการใหม่
จากรายงานของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ระบุว่า มีที่อยู่อาศัยเหลือขาย (Inventory) ณ สิ้นปี 2567 จำนวน 355,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 1.57 ล้านล้านบาท ต้องใช้เวลาในการขายประมาณเกือบ 10 ปี เมื่อเทียบกับกำลังซื้อในปัจจุบัน
นอกจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวแล้ว อภิชาติกล่าวว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือคน Gen Z (อายุประมาณ 20-28 ปี) การซื้อบ้านไม่ใช่วัตถุประสงค์แรกในการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้ ซึ่งแตกต่างจากคนทำงานใน Gen X, Gen Y, และ Baby Boomer ที่การซื้อบ้านและรถเป็นสินค้าแรกๆ ที่คนกลุ่มนี้จะลงทุนซื้อเมื่อเริ่มทำงาน เนื่องจากคน Gen Z ที่เริ่มทำงานใหม่ๆ จะให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าอื่นมากกว่า สำหรับที่อยู่อาศัย สำหรับคนกลุ่มนี้จะเช่ามากกว่าซื้อ เพราะในช่วงแรกของการทำงานมีการเปลี่ยนงานและย้ายงาน ทำให้มีความไม่แน่นอน
เมื่อกำลังซื้อในกลุ่มนี้ลดลงและคนที่มีรายได้สูงใน Generation อื่นๆ ส่วนใหญ่ก็มีที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว ผนวกกับกำลังซื้อจากต่างประเทศที่เคยกระตุ้นตลาดอสังหาฯในช่วงปี 2560-2561 ก็ลดลงไป ทำให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยในตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง และแผ่นดินไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสสองของปี 2568
“จากทุกปัจจัยที่ผมกล่าวมา ทำให้ผมคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 อย่างดีคือทรงตัว อย่างแย่คืออาจจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2567” อภิชาติทิ้งท้าย

