กําลังนับถอยหลังเข้าสู่ปีที่ 30 ในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 สำหรับบริษัท แพนฟู้ด จำกัด นับจากก่อตั้งขึ้นวันที่ 6 มิถุนายน 2538 โดย “กุลวัชร หงษ์คู” นักประมงที่สามารถสร้างธุรกิจกลายเป็นนักธุรกิจพันล้าน
“แพนฟู้ด” เริ่มต้นมาจากธุรกิจแช่แข็ง เป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบอาหาร แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงบริษัท “ซื้อมาขายไป” หลังได้ขยายฐานการผลิตอย่างยิ่งใหญ่ บนเนื้อที่ 40 ไร่ ย่านพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร
ปัจจุบันมีโรงงานผลิตถึง 5 โรงงาน รองรับการผลิตทั้งระบบ อาทิ โรงงานแปรรูปวัตถุดิบทั้งปลาและเนื้อสัตว์ โรงงานผลิตปลาชุบเกล็ดขนมปังและหมูทงคัตสึ ส่งร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านต่างๆ ยังมีโรงงานผลิตสาหร่ายยำ ไข่กุ้ง ไข่หวาน ปูอัด เป็นต้น
ถือว่าเป็นบริษัทที่ติด 1 ใน 3 ของกลุ่มธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบอาหารจากทั่วโลกและผลิตอาหารพร้อมปรุง โดยลูกค้ามีทั้งโรงแรม ร้านอาหารเชนใหญ่ ร้านอาหารทั่วไป โรงงานอุตสาหกรรม สายการบินและธุรกิจจัดเลี้ยง จนสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจมีรายได้จากหลักร้อยล้านสู่ 3,000 ล้านบาท และหมุดหมายภายใน 5 ปี หรือในปี 2571 ตั้งเป้ามีรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท และมีฐานการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 4-5% เป็น 10-15%
ในทศวรรษที่ 3 ของ “แพนฟู้ด” ได้เจเนอเรชั่นที่สอง “ธนวิชญ์ หงษ์คู” นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 33 ปี บุตรชายคนที่สองของ “กุลวัชร” ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจ ในฐานะกรรมการบริหาร บริษัท แพนฟู้ด จำกัด ซึ่ง “ธนวิชญ์ หรือทอย” นั้น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จาก Burapa University Bachalor Degree in BBA และปริญญาโทจาก Boston University Master Degree
“ธนวิชญ์” เล่าว่า ได้เข้ามาช่วยงานคุณพ่อ 7 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งช่วงที่เข้ามาถือว่าแพนฟู้ดอยู่ในช่วงที่ธุรกิจเติบโตแล้ว แต่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ส่วนใหญ่ธุรกิจเราจะอยู่เบื้องหลัง คนอาจไม่คุ้นเคยชื่อแพนฟู้ด เพราะเราส่งวัตถุดิบให้ลูกค้า B2B เป็นหลัก กลุ่มลูกค้ารายใหญ่คือ เชนร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า รองลงมาร้านอาหารทั่วไป เทรดเดอร์ โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม และมีช่องทางอื่นๆ อีก เช่น ร้านคาเฟ่ สะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด เพราะยังมีสินค้าอื่น เช่น ครีม เนยชีส และเราเริ่มขยายช่องทางการขายผ่าน B2C ด้วย
ที่ผ่านมาเรามีรายได้เติบโตทุกปี และตั้งใจจะเติบโตขึ้นอีก หลังปรับกลยุทธ์ และเตรียมลงทุน 500 ล้านบาท เพื่อรองรับการผลิตและขยายฐานตลาดต่างประเทศและในประเทศ โดยตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะมีรายได้ 5,000 ล้านบาท เป็นรายได้ในประเทศ 3,500 ล้านบาทและต่างประเทศ 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 มีรายได้ 3,100 ล้านบาท
ส่วนปี 2568 ยังคงเป้ารายได้ 3,200-3,300 ล้านบาท สำหรับตลาดในประเทศ หากรวมต่างประเทศด้วยอยู่ที่ 3,500-4,000 ล้านบาท เนื่องจากยังส่งออกในสัดส่วนที่น้อย 4-5% แผนในอนาคตจะขยายฐานลูกค้าต่างประเทศเพิ่ม เช่น ญี่ปุ่น จีน อเมริกา ส่วนใหญ่เป็นการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปส่งไป รวมถึงการรุกส่งออกในอาเซียน เอเชีย และอาหรับ
“เราลงทุนอย่างต่อเนื่องปีละ 100 ล้านบาท ปีที่แล้วลงทุน 200 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรโดยร่วมกับมาเรล เป็นพาร์ตเนอร์ด้านการผลิต รวมถึงขยายโรงงาน ส่วนปีนี้แพนฟู้ดจะเน้นขยายจุดกระจายสินค้า 5 สาขาในต่างจังหวัด ทั้งเพิ่มพื้นที่เก็บของ ห้องเย็น ตลอดจนรีโนเวตใหม่ เพื่อเป็นฮับกระจายสินค้าไปทุกภูมิภาค รวมถึงเมืองรองที่จะบุกในปีนี้”
สำหรับ 5 สาขา “ทายาทแพนฟู้ด” ไล่เรียงว่า เมื่อก่อนเรามี 2 สาขาหลักที่ภูเก็ต พัทยา มีสาขาย่อยที่สุราษฎร์ธานี โดยมีแผนให้สุราษฎร์ธานีเป็นฮับกระจายสินค้าสู่ภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ สงขลา ชุมพร ตรัง สตูล ขณะที่ภูเก็ตจะทำตลาดกระบี่ พังงา เขาหลัก ส่วนภาคอีสานได้ลงทุนอุดรธานี จะเปิดบริการวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองห่างจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล 1 กม. ตั้งเป้าเป็นฮับภาคอีสานและเป็นสาขาที่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าของเราอยู่ด้านหน้าและมีภัตตาคารอยู่ชั้นบนไว้บริการลูกค้าในพื้นที่ ส่วนภาคเหนือให้เชียงใหม่เป็นฮับ จะเริ่มสร้างปีนี้และเสร็จปี 2569
“ทายาทแพนฟู้ด” ยังสะท้อนมุมมองความท้าทายในการทำธุรกิจภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกผันผวน จากสงครามการค้า ภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐในขณะนี้ น่าจะเป็นเรื่องของความกังวลมากกว่า โดยเฉพาะเศรษฐกิจต่างประเทศและภาคการส่งออก แม้แพนฟู้ดไม่ได้ส่งออกมาก แต่กังวลผลกระทบทางอ้อม ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ความมั่งคั่งของคนในประเทศลดลง
อย่างเช่นถ้ายอดส่งออกลดลง การใช้จ่ายในประเทศลดลง การลงทุนลดลง ในระยะยาวความมั่งคั่งลดลง คนจะไม่จับจ่ายใช้สอย มีเงินจะเก็บมากกว่าใช้ ตรงนี้มีผลกระทบกับเรา จะต่างจากโควิดที่ผลกระทบแรง แต่มันจบและฟื้น แต่ครั้งนี้เราไม่รู้เลยว่าจะจบเมื่อไหร่ ถ้าไปอย่างนี้เรื่อยๆ และด้วยเหตุการณ์อะไรๆ หลายอย่าง เรายังลงทุนอยู่ก็จริง แต่ไม่กล้าลงทุนเต็มที่ ลงทุนเท่าที่จำเป็น ลดขนาด เมื่อดีขึ้นแล้วค่อยขยายเพิ่มภายหลัง
“ปัจจุบันกำลังซื้อลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ลูกค้าเรามีดีเลย์ออเดอร์บ้าง จากเคยซื้อเยอะก็ซื้อช้าลง ไม่สต๊อกไว้หรือลดปริมาณการซื้อ แต่วอลุ่มยังเท่าเดิม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเชนเรสเตอรองต์ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบ”
จึงเป็นที่มาของการที่เราขยายการลงทุนสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อเข้าหาลูกค้าที่ฐานลูกค้าเราไม่เยอะ ด้วยการปรับกลยุทธ์ไปเมืองรอง ปรับช่องทางการขายใหม่ เน้นร้านค้าส่งรายย่อยในแต่ละจังหวัด เมื่อมีส่วนที่ลด เราก็ต้องหาส่วนอื่นมาเติม จากเมื่อก่อนแพนฟู้ดมียอดขายในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหลัก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้สร้างทีมภูมิภาคขึ้น เพื่อเก็บรายจังหวัด ทำให้มียอดขายมาเติม แต่มีการแข่งขันสูง
“กลยุทธ์ให้บรรลุเป้ารายได้ 5,000 ล้านบาทคือ เพิ่มช่องทางตลาดนอกจากขยายสาขาในภูมิภาค รุกเข้าสู่โมเดิร์นเทรด เพิ่มฐานลูกค้าโปรดักต์ใหม่ๆ รวมถึงเพิ่มการบริการครบวงจรในทุกพื้นที่ แม้เป็นพื้นที่ห่างไกล การบริการต้องไปให้ถึง” ทายาทแพนฟู้ดกล่าว
พร้อมย้ำด้วยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่แพนฟู้ดให้ความสำคัญ นั่นคือการบริหารต้นทุนที่ต้องแข่งขันในตลาดได้ ทำให้มีการทรานส์ฟอร์มนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในโรงงานและห้องเย็น เนื่องจากโรงงานผ่านการใช้งานมาหลายปี รวมถึงนำมาวิเคราะห์ข้อมูล บริหารจัดการต้นทุน ตรงไหนที่เป็นจุดอ่อน เพิ่มโอกาสลดต้นทุนได้ เราพยายามเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเมื่อปีที่แล้วนำเครื่องจักรเข้ามา ในปีนี้ มีการจัดการพลังงานในโรงงาน อีกเรื่องที่กำลังทำคือ อีเอสจีคาร์บอน เราไม่ใช่บริษัทมหาชน แต่มองว่าถ้าเราทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี กำลังทำเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ ในแผนมี 2-3 โครงการที่จะทำ เพื่อคำนวณตัวเลขและมาเซตเป้าหมายความเป็นกลางว่าจะเป็นปีไหนต่อไป

