เจ้าสัวเครือสหพัฒน์ ชี้เศรษฐกิจปีนี้ แย่กว่าช่วงโควิด ต้องปรับตัวถึงอยู่รอด ถอยธุรกิจเสื้อผ้า
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า จากมาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงในขณะนี้ โดยเปรียบได้กับเศรษฐกิจเครื่องยนต์ 3 ล้อ ซึ่งแม้ในภูมิภาคเอเชีย เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่เห็นว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวสูง เนื่องจากเป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำ ขณะที่ไทยซึ่งในอดีตเศรษฐกิจเคยเติบโตสูงมาก่อน ทำให้ในขณะนี้เริ่มเติบโตน้อยลง แต่ก็ยังถือว่าพอไปได้ ขณะเดียวกันจุดเด่นของประเทศไทย คือการรักษาความเป็นกลาง
นายบุณยสิทธิ์ยังกล่าวถึงการที่รัฐบาลมีการชะลอมาตรการแจกเงินออกไป โดยมองว่ามาตรการแจกเงินไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงมาตรการหาเสียงเป็นหลัก ดังนั้นแล้วรัฐบาลควรมีมาตรการในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีหลายโครงการที่ยังรอการพัฒนา โดยเฉพาะการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ และการขุดคอคอดกระที่จะมาช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวให้เติบโตขึ้น เพราะการเดินเรือของจีนมีการขยายตัวอย่างมากในปัจจุบัน
“ที่ผ่านๆ มา รัฐบาลมีแต่พูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ยังไม่ลงมือ เพราะมีบางประเทศไม่อยากให้ไทยทำ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความกล้า รวมไปถึงอาจจะต้องมีการขยายการลงทุนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือเซาท์อีซี ซี่งคล้ายกับโครงการอีอีซี หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในปัจจุบัน”

นายบุณยสิทธิ์ยังกล่าว ยอมรับว่าด้วยว่าเศรษฐกิจปีนี้แย่กว่าช่วงโควิด แต่อย่างไรก็ดีถ้ารู้จักปรับตัวก็จะอยู่รอด โดยในส่วนของสหพัฒน์ได้มีการปรับตัวโดยเน้นการร่วมทุนกับพันธมิตรมากขึ้น ในขณะเดียวกันธุรกิจแฟชั่น อย่างอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยในขณะนี้แข่งขันกับต่างประเทศได้ค่อนข้างยากแล้ว ทำให้เครือสหพัฒน์เริ่มปรับลดการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้าลง และหันไปขยายในกลุ่มธุรกิจอื่น เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
โดยล่าสุดเตรียมลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อก่อตั้งบริษัท ราชดำริ ฮอสพิทอลลิตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ระหว่างบริษัท นันทวัน จำกัด กับเครือสหพัฒน์ เพื่อสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว บนทำเลราชดำริ บริหารโดย Seibu Prince Hotel ซี่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น ในเครือ Seibu Railway Group ประเทศญี่ปุ่น
ขณะที่นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย กล่าวเสริมด้วยว่า สถาการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศสงครามการค้า ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตลอดจนความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัญหาการเมืองในประเทศ โดยมองว่าไม่ว่าโลกจะมีวิกฤตใดเกิดขึ้น องค์กรต้องพร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาให้ได้
อย่างไรก็ดีในส่วนของสหพัฒน์ ในปี 2568 ยังคงตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายที่ 8% โดยยังไม่ปรับประมาณการแต่อย่างใด แม้ว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 10,235.64 ล้านบาท เติบโตเพียง 4.88% ในขณะที่มีกําไรสุทธิ 671.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.65% เนื่องจากบริษัทมีการทำตลาดสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ส่วนแนวโน้มราคาสินค้าของเครือสหพัฒน์ซึ่งไมได้ปรับขึ้นมานานแล้ว และล่าสุดในปีนี้มีต้นทุนวัตถุดิบบางตัวที่ปรับลดลง ทำให้บริษัทได้มีการปรับราคาสินค้าบางรายการลง เช่นขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงมานานแล้ว และแม้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะปรับขึ้นภาษีตอบโต้กับนานาชาติ แต่สำหรับบริษัทกลับมองว่าผลกระทบจะตกอยู่กับประเทศสหรัฐเอง ดังนั้นจึงไม่ได้กังวลและไม่คิดว่าปีนี้เป็นปีที่ยากลำบาก แต่ที่สำคัญคือ รัฐบาลควรต้องพยายามสร้างกำลังใจให้กับประชาชน มีการใช้จ่ายงบประมาณ ไม่ทำให้ประชาชนตกงาน เพื่อให้มีเงินมาจับจ่าย
อย่างไรก็ดี เครือสหพัฒน์เตรียมจัดงานช้อปสุดยิ่งใหญ่ “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Big Shop Big Show” พบกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหม่ที่จะทำให้การช้อปสะดวกและสนุกกว่าเดิม สินค้าใหม่สุดว้าว ดีลพิเศษจากแบรนด์ดังที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมระดมอินฟลูฯตัวท็อปมากที่สุด ความบันเทิงเต็มอิ่มจุใจ การเซ็นเอ็มโอยู 10 โครงการใหญ่ โดยจะจัดต่อเนื่อง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 26-29 มิ.ย.นี้ ที่ไบเทค บางนา

