จุลพันธ์ แจงกมธ. โครงการเอนเตอร์เทนเมนต์ขับเคลื่อนศก.ได้ ยันประชาพิจารณ์ 3 รอบ คนเห็นด้วย 80%
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ถึงความคืบหน้าและที่มาที่ไปของร่าง พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สถานบันเทิงครบวงจรฯ ว่า
ไอเดียนี้ผุดตั้งแต่ยุคนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ มองหาธุรกิจที่เป็น Manmade Destination เพราะประเทศคู่ค้าของเรามีหมด ทำให้ไทยเป็นจุดอ่อนในภาคการท่องเที่ยว เราเคยพึ่งพาจีนเป็นหลัก แต่ปีนี้ไปท่องเที่ยวในประเทศของเขา แต่พอเราได้ในฝั่งยุโรป ก็พอประคับประคองไปได้ แต่ในระยะยาวจะเป็นปัญหา ถ้าไม่สามารถปรับโครงสร้างด้านการท่องเที่ยวได้อย่างจริงจัง จึงมีการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยสภาผู้แทนราษฎร และลงมติเห็นชอบเป็นเสียงเอกฉันท์ ฝ่ายค้านไม่ได้ลงมติโดยใช้วิธีการงดออกเสียง แต่ความจริงแล้วนโยบายพรรคเขาก็มี มีการการเสนอเรื่องกาสิโนเช่นกัน เป็นกาสิโนเล็กๆ ทั่วประเทศ หลักคิดจึงคล้ายกัน และการอภิปรายในสภาก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่ค้าน เพียงแต่เป็นห่วงเรื่องกระบวนการ
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นกฎหมายก็เข้าไปสู่กระทรวงการคลัง และมีการปรับปรุง ก่อนจะรับฟังความคิดเห็นทำประชาพิจารณ์ถึง 3 รอบ พบว่ามีคนเห็นด้วยถึง 80% และเข้าสู่ชั้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่าทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาฯ จะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยเป็นเรื่องแรก หากไม่มีวาระอื่นเข้ามาแทรก ยืนยันว่าหากผ่านสภาฯวาระแรกไปแล้วจะมีการแก้ไขก็ยินดี แต่มั่นใจว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่าในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ได้เดินสายพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ได้รับการสนับสนุนที่ดี แต่ก็มีความเป็นห่วงเรื่องสังคม เราพูดคุยกับโอเปอเรเตอร์ เขาก็มีความสนใจ ที่ผ่านมามีการประสานงานมาเป็นปีแล้ว แต่ก็ปฏิเสธตลอด แต่วันนี้กฎหมายเข้าสภาแล้ว จำเป็นต้องรับฟังผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนี้มา ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการให้ผลประโยชน์หรือสิทธิ์ และจากการรับฟังความคิดเห็น พบว่าเขาก็เสนอให้มีมาตรฐานระดับโลก มีกฎหมายค่อนข้างรัดกุม มีการป้องกันการติดการพนันและการฟอกเงินด้วย
จากนั้น นายคํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะ กมธ. ตั้งคำถามว่า เป้าหมายของรัฐบาลดูเหมือนจะย้อนแย้งกัน ทางหนึ่งต้องการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว แต่อีกทางต้องการจะขจัดการพนันเถื่อน และในเรื่องของการแก้ไขการพนัน ถ้าเข้มงวดมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้สร้างความไม่ไว้ใจให้นักพนัน ก่อนจะถามว่าได้มีข้อมูลหรือไม่ ว่ากาสิโนจะมีจุดคุ้มทุนเมื่อมีสัดส่วนของผู้เล่นในประเทศเท่าไหร่ กฎหมายนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ เพราะเมื่อผ่านชั้น สส. ก็ต้องไปเจอ สว. เหมือนการผจญภัย
นายจุลพันธ์ ตอบว่า ไม่ใช่เรื่องย้อนแย้งกัน เป้าหมายมี 2 มิติอยู่แล้ว เรื่องแรกคือรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เพราะการลงทุนแสนกว่าล้าน อย่างไรจีดีพีก็ขึ้น อีกเรื่องคือการลดการพนันผิดกฎหมาย ถ้าจะบอกให้หมดไปเลยคงไม่ได้
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงกลไกและเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้กระบวนการในการฟอกเงินที่นี่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ต้องเลือก เพราะยากลำบาก มีกล้องจับอยู่ตลอดเวลา กระบวนการนำเงินเข้าสามารถตรวจสอบได้ และสามารถชี้แจงให้ชัด ฉะนั้นถ้ากลไกและการกำกับดูแลของเราเป็นไปโดยรัดกุมเชื่อว่าเรื่องพวกนี้สามารถป้องกันได้ เราต้องเอามาตรฐานที่มีอยู่ในระดับโลกเอาเข้ามาใช้
ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าทำไมไม่ทำศูนย์การแพทย์จะคุ้มทุนมากกว่า การสร้างแบบนี้ จะมีรายได้เข้าประเทศเยอะมาก คิดแบบบ้านๆ เราได้ 30% เจ้าของทุนได้ 70% เป็นแบบนี้หรือไม่ ทำไมรัฐบาลไม่ลงทุนเอง เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ละลายแม่น้ำ เอามาลงทุนให้เกิดขึ้นจริง เต็มเม็ดเม็ดหน่วย ไม่ต้องแบ่งให้ใคร
นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า กระบวนการแก้กฎหมายหลักการและเหตุผลทำได้ยาก แต่โมเดลการทำเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นแบบนี้จริงๆ จะมีผลในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีนัยยะสำคัญ แต่อย่างอื่นๆเราไม่ได้ละทิ้ง ทั้งในเรื่องของสุขภาพ การลงทุนในลักษณะที่เป็นอินดอร์สเตเดียม เราดึงการแข่งขันที่เป็นระดับโลก

