พาณิชย์ เผยสาเหตุปรับลดเงินเฟ้อทั้งปี 68 เหลือ 0.5% อิทธิพลกลุ่มพลังงาน-ผักสดราคาลงยาว
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค(เงินเฟ้อ) ทั่วไปของไทย เดือนพฤษภาคม 2568 เท่ากับ 100.40 เทียบเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลง 0.57 % แต่สูงกว่าเดือนเมษายนปีนี้ 0.26% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 1.09 % ปัจจัยหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะผักสดและผลไม้สดผลผลิตมีมากตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย รวมทั้งราคาสินค้ากลุ่มพลังงานลดลง ได้แก่ ค่าไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ และเบนซิน จึงทำให้เงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ย 5 เดือนแรกปี 2568 สูงขึ้น0.48 %
ปัจจัยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมลดลง 0.57% ผลจากหมวดอื่นๆที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.51% โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ เบนซิน) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกัน และบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม) และเสื้อผ้า (เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี) ขณะที่มีสินค้าราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน น้ำมันดีเซล ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และค่าถ่ายเอกสาร ขณะที่ หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.89 % จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทรายแดง) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผักสด (ถั่วฝักยาว ต้นหอม พริกสด ผักชี ผักคะน้า) ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง องุ่น แตงโม) ไข่ไก่ และไก่ย่าง ส่งผลให้สินค้าที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ 464 รายการ ราคาเพิ่มขึ้น 236 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลง 48 รายการ และลดลง 180 รายการ
“เงินเฟ้อติดลบต่อ 2 เดือน คือเมษายน ลบ0.22% และพฤษภาคม 0.57% ยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝืด ซึ่งแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปมิถุนายนนี้ คาดว่าจะอยู่ระดับต่ำ 0.2-0.4% เพราะมีปัจจัยสนับสนุนให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อน ซึ่งเดือนพฤษภาคมปีนี้ 63.77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบปีก่อน 84.38 เหรียญสหรัฐ และจะส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศลดลงอยู่ที่ 32.79 บาทต่อลิตร จาก 38.98 บาทต่อลิตรในปีก่อน ซึ่งส่งผลต่ออำนาจซื้อของประชาชนให้เพิ่มขึ้น 2.ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง โดยเฉพาะปรับลดค่า Ft งวดพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย 3.ฐานของราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง เพราะผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปีนี้ไม่มีปัญหานั้น ดูจากผักสด 32 รายการสำคัญ พฤษภาคมปีนี้ราคาลงกว่าปีก่อน 29 รายการ และ 4. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น มะพร้าว มะขามเปียก กาแฟ เกลือป่น น้ำมันพืช และเนื้อสุกร เป็นต้น”
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 กรอบเงินเฟ้อ 0.0-1.0% ค่ากลาง 0.5% จากเดิมกรอบเงินเฟ้อ 0.3-1.3% และค่ากลาง 0.8% ภายใต้สมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ที่ 1.3-2.3% น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 63-73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนทั้งปีที่ 33.5-34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสสอง ติดลบ 0.1% ถึง 0% ไตรมาส 3 บวก 0.1-0.3% และไตรมาสสี่ 0.7-0.9%
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย เทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน 2568 พบว่า เงินเฟ้อไทยลดลง 0.22 % อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 7 จาก 133 เขตเศรษฐกิจ ที่ประกาศตัวเลข และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว)

