หน้าแรก เศรษฐกิจ รถไฟทางคู่ น...

รถไฟทางคู่ นำไทยมุ่งสู่โลจิสติกส์ระดับสากล

7.06.25 | 10:37 น.

สวัสดีแฟนๆ คอลัมน์คิด เห็น แชร์ และผู้อ่านมติชนทุกท่านครับ เมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 1 เส้นทาง คือ ขอนแก่น-หนองคาย จากแผนพัฒนาทั้งหมด 7 เส้นทาง

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปิดประมูลเส้นทางดังกล่าวแล้วเสร็จ และอนุญาตให้เอกชนเข้าพื้นที่ (NTP) โดยเริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี และจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2571

ผมจึงขอใช้โอกาสนี้มาอัพเดตความคืบหน้าของระบบรถไฟทางคู่ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันครับ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าไทยเราเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์จากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขนส่งคนหรือสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น
ทางบกหรือทางรางนั้น จำเป็นต้องขนส่งผ่านประเทศไทย เพื่อไปทางเหนือสู่ประเทศลาวและจีนตอนใต้ หรือไปทางใต้ไปสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

Advertisement

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ความต้องการในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้มีปริมาณสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้มีการพูดคุยเจรจาความร่วมมือต่างๆ และมีความพยายามในการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศในหลายๆ เวที

อย่างไรก็ตาม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการคมนาคมทางรถไฟของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังมีปัญหาที่รอให้แก้ไขอยู่อีกหลายด้าน อาทิ การไม่สามารถควบคุมเวลาให้มีความแม่นยำ ตรงต่อเวลาเพราะปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานในหลายๆ จุดก็ยังคงเป็นระบบทางเดี่ยว, ความไม่สะดวกในการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับการขนส่งทางรถหรือเรือ, การไม่มีที่จอดรถเพื่อรับส่งผู้โดยสาร หรือไม่มีลานเทกองสินค้าเพื่อเปลี่ยนจากการขนส่งทางถนนไปเป็นทางรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความเป็น seamless หรือการขนส่งแบบไร้รอยต่อยังเกิดขึ้นไม่ได้ ตลอดจนระบบบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ยังไม่มีประสิทธิภาพที่ครอบคลุมเพียงพอต่อความต้องการ เป็นต้น

หากสถานการณ์ยังดำเนินไปในลักษณะปัจจุบัน ก็จะเป็นเหตุให้การขนส่งทางรถจากประเทศต่างๆ ใช้ไทยเป็นทางผ่านมากขึ้น และก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรที่คับคั่ง ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษในพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงงบประมาณการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานทางถนน ที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากจากการใช้งานของรถบรรทุกและการจราจรขนส่งทางรถที่เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น การพยายามเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง และโครงการรถไฟทางคู่จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพระบบการขนส่งของประเทศ ให้สามารถรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยรวมให้ดีขึ้น

ในขณะนี้ รฟท.ได้พัฒนาทางคู่ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นทางรถไฟรัศมีกระจายออกไปรอบกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 350-400 กิโลเมตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบทางคู่ระยะที่ 2 เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค และเติมเต็มเส้นทางที่ขาดหาย หรือ missing link รวมทั้งหมด 7 เส้นทาง

ได้แก่ 1) เส้นทางขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร 2) ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กิโลเมตร 3) ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กิโลเมตร 4) ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร 5) สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร 6) หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร 7) เด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กิโลเมตร

จากที่กล่าวไปในตอนต้น นอกจากระบบทางคู่เส้นขอนแก่น-หนองคาย ที่มีการประมูลไปแล้วนั้น รฟท.ได้ทำการเสนออีก 6 โครงการที่เหลือต่อผู้มีอำนาจอนุมัติ ซึ่งปัจจุบันทางกระทรวงคมนาคมได้ให้ความเห็นชอบ และอยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป

การมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางมากกว่ารถไฟทางเดี่ยว เพราะการวางทางขนานกันไปจะสามารถทำให้เดินรถได้สองทาง ทำให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนจากการขนส่งเพิ่มขึ้น และช่วยให้การขนส่งสินค้าเกษตรหรือสินค้าที่มีอายุสั้น ให้ถึงมือผู้ค้าและผู้บริโภคอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ รถไฟทางคู่ยังเป็นส่วนสำคัญในการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและทำให้เกิดการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางและการขนส่งระหว่างเมืองได้เพิ่มขึ้น มีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

การก่อสร้างรถไฟทางคู่จึงเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคมและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับเปลี่ยนจากการขนส่งจากถนนสู่การขนส่งทางรางที่มีต้นทุนต่ำกว่า และเป็นการมุ่งสร้างประโยชน์จากความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งหากโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จจะทำให้มีระยะทางให้บริการเพิ่มขึ้น เป็นทางเลือกการเดินทางที่ประหยัดและปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน รวมไปถึงสร้างโอกาสทางการท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ที่รถไฟวิ่งผ่าน และพื้นที่โดยรอบอีกด้วยครับ