หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชน เตือน ว...

เอกชน เตือน วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจทั้งคู่ แนะรัฐหาทางเจรจาคลี่คลาย

7.06.25 | 12:26 น.

เอกชน เตือน วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจทั้งคู่ แนะรัฐหาทางเจรจาคลี่คลาย

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ หรือแรงงาน โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจนั้นมีความเกี่ยวพันกันแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง ดังนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ทั้งสองประเทศต้องกลับมาคิดหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับทางภาคเศรษฐกิจ

นายธนิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยจำนวนราว 5 แสนกว่าคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13.6% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในไทย ซึ่งส่วนใหญ่กระจายอยู่ในภาคการผลิต เช่น ก่อสร้าง ประมง และภาคบริการ ซึ่งเป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำ รายได้ของแรงงานเหล่านี้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถส่งกลับไปยังครอบครัวในประเทศกัมพูชา

นายธนิตกล่าวว่า ในอีกด้าน คนไทยเองก็เดินทางไปท่องเที่ยวในกัมพูชาจำนวนมาก โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าไปกว่า 1.72 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าสู่กัมพูชา และรายได้ที่กัมพูชาได้รับจากนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งแรงงานกัมพูชาในไทยและนักท่องเที่ยวไทยในกัมพูชา ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่ทั้งสองประเทศไม่อาจมองข้าม

นายธนิตกล่าวว่า นอกจากนี้ กัมพูชายังถือเป็นประเทศที่ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินรองจากดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในเมืองชายแดนอย่างปอยเปตที่มีการหมุนเวียนของเงินบาทจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในบางพื้นที่ของกัมพูชาพึ่งพาเงินไทยไม่น้อย หากไม่มีคนไทยหรือกิจการไทยเข้าไป ระบบเศรษฐกิจในบางพื้นที่อาจหยุดชะงัก

Advertisement

นายธนิตกล่าวว่า นักลงทุนไทยจำนวนมากได้เข้าไปลงทุนในกัมพูชา ทั้งในด้านอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์เมนต์ โรงงานรองเท้า โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองพนมเปญ สีหนุวิลล์ และศรีโสภณ ซึ่งธุรกิจที่เคยอยู่ในไทยจำนวนหนึ่งได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านนี้ โดยยังมีคนไทยเป็นเจ้าของ

นายธนิตกล่าวว่า ดังนั้น สถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตนเชื่อว่าทั้งสองประเทศต่างก็คงลำบากใจไม่ใช่น้อย และยังคาดเดายากว่าบทสรุปจะออกมาเป็นแบบไหน เพราะหากความขัดแย้งไปถึงจุดสงคราม สุดท้ายภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงก็จะพังทลายทั้งสองฝ่าย ไม่เกิดผลดีต่อทั้งสองประเทศแน่นอน

นายธนิตกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำตอนนี้คือ การหาทางออกความขัดแย้งครั้งนี้ให้ชัดเจน เช่น การหาทางเจรจาให้ลงตัวและเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้ประชาชนไทยต่างก็ยังไม่ไว้วางใจในการแก้ปัญหาของรัฐ และ จับตามองเรื่องของความสนิทสนมของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานองคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ตนมองว่าความสนิทสนมตรงนี้อาจไม่ใช่อุปสรรค แต่อาจเป็นอีกช่องทางที่ฝ่ายรัฐบาลเองสามารถเจรจากับทางกัมพูชาได้ แม้ในวันนี้ ทั้งสองประเทศต่างมีปัญหาภายในหรือขัดแย้งบางเรื่องแต่ในมิติของเศรษฐกิจและการพัฒนา ทั้งสองประเทศต่างยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน