ส่องพิกัด ‘ห้วยใหญ่’ จากเมืองหลวงอีอีซี สู่กรุงเทพฯแห่งที่ 2 บิ๊กทุนไทย-ต่างชาติ สนใจคึกคัก
เป็นอีกเมกะโปรเจ็กต์ที่กำลังเป็นถูกกล่าวถึง สำหรับเมืองใหม่อีอีซี ที่จะถูกยกระดับเป็น ”กรุงเทพฯแห่งที่2” หลังจากที่รัฐบาลเคาะแล้วจะเนรมิตพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ 14,619 ไร่ บริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จังหวัด กำหนดให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เป็นเมืองใหม่ ใหญ่ไม่แพ้กรุงเทพมหานคร
อ่านข่าว – ทุ่ม 1.34 ล้านล้าน เนรมิต ‘ห้วยใหญ่’ 1.4 หมื่นไร่ เมืองใหม่อีอีซี ปั้นกรุงเทพฯแห่งที่2
ทำเลน้ำไม่ท่วม-ใกล้สถานีไฮสปีด
การที่ ”อีอีซี” เคาะเลือกที่ดินผืนนี้ เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของทำเลที่ตั้ง ที่มีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ระบบการคมนาคมที่เชื่อมโยงเมืองที่ใกล้ที่สุด ด้วยถนนสาย 331 และมอเตอร์เวย์สาย 7
อีกทั้งยังอยู่ในรัศมี 30 กม.มหานครเมืองการบินภาคตะวันออก โดยมี”สนามบินอู่ตะเภา”เนื้อที่ 6,500 ไร่ เป็นจุดศูนย์กลาง รวมถึงยังเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอุตสาหกรรมโดยรอบที่มีอยู่เดิม เช่น เมืองพัทยา เมืองระยอง ท่าเรือแหลมฉบัง พื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด พื้นที่อุตสาหกรรมศรีราชาและพื้นที่อุตสาหกรรมปลวกแดง
ไม่เพียงเท่านั้นพื้นที่ยังมีความสูงเฉลี่ย 100 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม อยู่ห่างจากพัทยาซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินประมาณ 10 กม. และห่างจากสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 15 กม.

ปั้นเมืองธุรกิจ-ฮับการเงิน 1.34 ล้านล.
โดยเป้าหมายของโครงการ นอกจากจะพัฒนาห้วยใหญ่ให้เป็น ”ศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระดับภูมิภาค” ยังถูกกำหนดให้เป็น ”เมืองธุรกิจคู่กรุงเทพฯ” มีแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่านักลงทุน คนทำงานในพื้นที่ สตาร์ทอัพ จะช่วยลดความแออัดเมืองเดิมอย่าง ”พัทยาและระยอง” รวมถึงกรุงเทพฯ เพราะที่นี่จะเป็น ”กรุงเทพฯแห่งที่2” มีครบครันทั้งแหล่งงานและที่อยู่อาศัย ที่สามารถดึงดูดให้คนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ในอนาคต
เมื่อพลิกดูผลการศึกษา ในเบื้องต้นพบว่าเงินลงทุนทั้งโครงการรวมอยู่ที่ 1.34 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี
โดย ”ภาครัฐ” ลงทุนเรื่องที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการส่วนกลาง โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซน ให้เอกชนหรือรัฐวิสาหกิจเช่าที่ดินหรือร่วมลงทุนหรือลงทุนในกิจการด้านระบบสาธารณูปโภคหรือเอกชนเช่าพื้นที่ลงทุนด้านพื้นที่พาณิชย์ ระยะเวลา 50 ปี + 49 ปี รวม 99 ปี
สำหรับการลงทุน แบ่งเป็น 1.การลงทุนโดยภาครัฐรวม 37,674 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ประมาณ 28,541 ล้านบาท และหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง 9,133 ล้านบาท
ประกอบด้วย ค่าชดเชยที่ดิน ค่าเตรียมการพัฒนาโครงการ ค่าปรับพื้นที่ และค่าโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนเชื่อมโครงข่ายภายนอกโครงการ ถนนภายในโครงการ ทางเท้า ทางจักรยานภายในเมืองสะพาน พื้นที่สาธารณะและนันทนาการส่วนกลาง การปรับทัศนียภาพภายในเมือง ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ระบบท่อส่งน้ำดิบ การพัฒนาแหล่งน้ำและทางน้ำ เป็นต้น
2.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐหรือรัฐวิสาหกิจและเอกชนหรือเอกชนลงทุน 131,119 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคภายในเมือง เช่น ระบบดิจิทัล ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง แหล่งน้ำและระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ระบบผลิตน้ำรีไซเคิล ระบบจัดการขยะ ระบบไฟฟ้า อุโมงค์สาธารณูปโภค เป็นต้น
และ3.การลงทุนโดยเอกชน 1,180,808 ล้านบาท ได้แก่ ค่าลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เชิงพาณิชย์

แบ่งพัฒนา 3 เฟส นำร่อง 5,795 ไร่
จากเนื้อที่ 14,619 ไร่ ทางอีอีซี แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่1 มีพื้นที่ 5,795 ไร่ พัฒนาเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจและศูนย์กลางการเงิน ย่านสำนักงานภูมิภาค สถานที่ราชการ ที่อยู่อาศัย ศูนย์การแพทย์แม่นยำและการแพทย์เพื่ออนาคต โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
ระยะที่2 มีพื้นที่ 4,254 ไร่ พัฒนาส่วนต่อขยายย่านศูนย์ธุรกิจเฉพาะด้าน ศูนย์การแพทย์แม่นยำและการแพทย์เพื่ออนาคต ศูนย์การศึกษา วิจัย และพัฒนาระดับนานาชาติ ที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
และระยะที่ 3 มีพื้นที่ 4,570 ไร่ พัฒนาเป็นพื้นที่ผสมผสานเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย และกิจการเป้าหมายต่อเนื่องจนเต็มพื้นที่โครงการ
เจาะลึกพื้นที่ 5,795 ไร่ ในระยะที่1 สำหรับศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค ศูนย์กลางธุรกิจและศูนย์กลางการเงิน ประกอบด้วย ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์ธุรกิจ โรงแรม ศูนย์ราชการ ศูนย์ประชุมและแหล่งบันเทิง พื้นที่พาณิชย์ และชุมชนที่อยู่อาศัย พื้นที่ 2,918 ไร่ ศูนย์การแพทย์ พื้นที่ 1,015 ไร่ ศูนย์การศึกษา วิจัย-พัฒนา พื้นที่ 664 ไร่ พื้นที่โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคส่วนกลาง พื้นที่ 1,198 ไร่

10 ปีบูสต์’จีดีพี’เพิ่มขึ้น 2 ล้านล้าน
เมื่อมองในแง่ของประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ จะมี”เมืองรอง”ที่ทันสมัยเชื่อมจากกรุงเทพฯไปยังภูมิภาคตะวันออก รองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นในอีก 20 ปี สร้างแหล่งงานที่มีทักษะสูง ตลอดจนการบริการภายในเมืองตามมาตรฐานสากล
ยังมี”เมืองใหม่แห่งอนาคต” ที่จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้า การเงิน การลงทุนและธุรกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาค ซึ่งจะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
รวมถึงเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมือง เน้นความน่าอยู่ สู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ มีความทันสมัยที่สอดรับกับโลกแห่งอนาคต ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง
สิ่งสำคัญสุดเม็ดเงินการลงทุน 1.34 ล้านล้านบาทที่นำมาพัฒนาโครงการ จะสามารถช่วยกระตุ้นการขยายตัวของจีดีพีประเทศเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี ขณะที่ภาครัฐจะได้สินทรัพย์ที่จะโอนกลับมา หลังสิ้นสุดสัญญา 50 ปี และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าปัจจุบัน
เป็นพิมพ์เขียวเบื้องต้น ที่กำหนดเป็นไกด์ไลน์ให้เอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการ ว่ากันว่ามีบิ๊กธุรกิจไทยและต่างชาติ เช่น จากประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นต้น ที่ให้ความสนใจกันอย่างคึกคัก ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก การแพทย์ เวลธ์เนส พลังงาน


