หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เอกชน’ จับตา...

‘เอกชน’ จับตา ปรับทัพ ครม. งานด่วนฟื้นเชื่อมั่น-ปั๊มเศรษฐกิจ

9.06.25 | 10:17 น.
ฟื้นเชื่อมั่น-ปั๊ม ศก.

เผลอกะพริบตาเพียงไม่กี่ครั้ง ปี 2568 ก็ก้าวผ่านครึ่งทางแรกมาแล้วซึ่งช่วงระยะเวลาเพียง 6 เดือนที่ผ่านมา เกิดหลายเหตุการณ์ขึ้นจนคล้ายเหมือนไม่ได้มีหน่วยนับเป็นเดือน แต่เหมือนจะเป็นปีมากกว่า ทั้งปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ ที่โถมกระหน่ำตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา แบบไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหย่อนลงได้

โดยเฉพาะขณะนี้ มีปัจจัยความไม่แน่นอนเฉพาะตัวในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหมือนเอกลักษณ์หนึ่งของเราไปแล้วคือ การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของรัฐบาล หรือการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ดำรงตำแหน่งแล้วประมาณ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับภายหลังการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่ากำลังพิจารณาปรับ ครม.อยู่ในใจ แต่ยังไม่ส่งสัญญาณถึงหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล สอดรับกับก่อนหน้านี้ที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณว่าจะขอกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย จากนั้นก็เกิดกระแสข่าวการปรับ ครม.อย่างต่อเนื่อง

⦁จับตาโยก-สลับตำแหน่ง

อีกกระแสข่าวของการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สลับมาเป็นของพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยให้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขยับเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็มีการยืนยันในวงในว่า ได้มีการพูดคุยเบื้องต้นระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย จุดยืนของพรรคเพื่อไทย คือการยึดคืนเก้าอี้กระทรวงมหาดไทย ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันจุดยืนให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะในรูปแบบเซตซีโร่ คือเจรจาโควต้ากับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ทั้งหมด โดยหากพรรค พท.ต้องการกระทรวงมหาดไทย จำเป็นต้องนำกระทรวงที่อยู่ในระดับเดียวกันมาแลกเปลี่ยน เพื่อทดแทนโควต้าในส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อาทิ กระทรวงพลังงาน แต่ยังไม่มีการแลกโควต้ากระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงศึกษาธิการ

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า อำนาจการปรับ ครม.อยู่ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งในระดับหัวหน้าพรรคคุยกันอยู่แล้ว ทำให้นายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคและหัวหน้ารัฐบาล ต้องเชิญหัวหน้าพรรคร่วมทุกพรรคมาคุยอยู่แล้ว ในเมื่อเราอยู่ด้วยกัน หากมีการคุยกัน คงเป็นเรื่องเหตุผลและสิ่งที่อยู่ในใจท่านนายกฯ ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของนายกฯ หากจะมีการปรับ ครม. และพูดคุยกันแล้วน่าจะทำความเข้าใจกันได้ ไม่น่าเป็นปัญหา

Advertisement

หากถามในมุมการบริหารงานในนามของพรรคเพื่อไทย ต้องบอกว่าพรรคอยากดูกระทรวงหลักทั้งหมด เหมือนสมัยก่อนที่เป็นรัฐบาลพรรคเดียว มีคะแนนเสียงท่วมท้น แต่ครั้งนี้เป็นรัฐบาลผสม ก็มอบหมายกระทรวงใหญ่ให้กับพรรคร่วมทำงานไป แต่หากถามในนาม ส.ส.คนหนึ่งก็อยากให้อยู่กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับนายกฯอยู่ดี โดยตอนนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้เรียกรัฐมนตรีมาพูดคุยประเมินผลงานชัดเจนขนาดนั้น แต่นายกฯเคยพูดกับตัวเองว่า หากจะปรับใครออก หรือจะเปลี่ยนอะไร ต้องเชิญคุยทุกคน แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทย นายกฯยังไม่ได้เชิญใครไปคุย ส่วนในมุมการทำงานตอนนี้ก็เดินหน้าตามแผนที่วางไว้ อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว ก็วิ่งตามแผนงานเช่นกัน

แม้มีเสียงยืนยันจากเจ้ากระทรวงที่หารายได้เข้าประเทศไทยหลักๆ อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ไม่ได้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจหลักๆ เบอร์ต้นๆ ขนาดนั้น แต่ก็มีความสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีไทย ซึ่งคำยืนยันว่ายังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ความกังวลก็ไม่ได้หายไปง่ายๆ เพราะช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับหลายเหตุการณ์ที่มีผลกระทบลากยาวอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้มีความไม่แน่นอนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความกังวลได้สูงมากแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นเรื่องในเชิงการบริหารประเทศในภาพรวม ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ยากจะเบาใจลงได้เพียงแค่คำยืนยันเบื้องต้นเท่านั้น

⦁ศก.ไทยเสี่ยงทรัมป์พ่นพิษส่งออก

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยว่า การเดินหน้าของเศรษฐกิจจากนี้ ครึ่งหนึ่งอยู่ในกระแสโลก เพราะประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดโลกไม่น้อย โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ขึ้นอยู่กับภาคการส่งออก ส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความอ่อนแอไปทั่วทั้งโลก จากการประกาศการปรับขึ้นภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลจะต้องติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดทำแผนรับมือรวดเร็วที่สุด รวมถึงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดด้วย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้ หรือหากมีการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของรัฐบาลเข้ามาก็ตาม

ความกังวลในด้านความไม่ต่อเนื่อง ประเมินว่าหากเราวางแผนไว้ได้ดี มีข้าราชการประจำที่มีฝีมือ สามารถดูแลและสานต่อการทำงานในเชิงปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวมถึงเห็นผลเชิงบวกอย่างชัดเจน แบบนี้ถือว่าไม่ได้น่ากังวลมากนัก เพราะในเชิงนโยบายหลักระดับของรัฐบาล ที่ประกอบทั้งรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ และผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างๆ ผู้มีหน้าที่สำคัญเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นใครเข้ามาทำหน้าที่ ต้องสานต่อเรื่องที่ค้างมือไว้ โดยเฉพาะการเจรจาร่วมกับสหรัฐที่เริ่มต้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้สำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการรับมือกับความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ หรือปัจจัยโลก แต่เรื่องเฉพาะในประเทศเองก็ไม่สามารถทิ้งไปได้ เพราะการเติบโตของจีดีพีไทยต้องพึ่งพารายได้อีก 30-40% จากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณจากรัฐบาลที่ต้องเร่งรัดเบิกจ่ายให้ได้ประสิทธิภาพตามแผนงานที่วางไว้เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น จะหมดปีงบประมาณนี้ และขึ้นปีงบประมาณใหม่อีกแล้ว หากเดินหน้าตามแผน หรือทำให้เกิดความต่อเนื่องไม่ได้ ความเสี่ยงก็จะรุนแรงมากขึ้น

นายวิศิษฐ์กล่าวอีกว่า ไม่ว่าจะเป็นใครที่ดูแลในงานไหน ต้องเร่งทำให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้มีเม็ดเงินกระจายสู่ภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการทันทีและต้องมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดการล่าช้าขึ้นอีก ส่วนความกังวลในสายตานักลงทุนต่างประเทศว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นหรือไม่นั้น มองว่าไม่ได้เป็นความน่ากังวลขนาดนั้น เพราะรัฐบาลไทยในปัจจุบันเป็นรัฐบาลผสม มาจากหลายพรรคการเมือง เรื่องการปรับเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องที่คาดเดากันได้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพียงแต่จะเกิดขึ้นในช่วงใด ช้าเร็วมากเท่าใด หรือเป็นไปในทิศทางใดก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นการติดขัดอะไรต่อสายตานักลงทุนต่างชาติ หรือความเชื่อมั่น โดยภาพรัฐบาลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมีการปรับ ครม.หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรขึ้น รัฐบาลก็ต้องเร่งเดินหน้าการดูแลเรื่องเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

“ความจำเป็นในการดำเนินตามแผนงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ตอนนี้เป็นช่วงท้ายๆ ของปีงบประมาณนี้แล้ว ทันหรือไม่ทันจึงเป็นเรื่องสำคัญอยู่ ทำให้การดำเนินกิจกรรมใดก็ตามที่เคยของบประมาณจากภาครัฐไว้ ควรต้องเร่งดำเนินการตามแผน เพราะถือเป็นตัวช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อในอีกระดับ ส่วนงบประมาณปีถัดไปที่จะเริ่มต้นในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เป็นต้นไป จะต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วด้วยเช่นกัน เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว ที่สำคัญคือหากเรื่องการใช้งบประมาณยังล่าช้าออกไป ก็เท่ากับหาตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยาก เพราะภาคการท่องเที่ยวก็อยู่ในช่วงของการชะลอตัวจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง จึงเหลือการใช้จ่ายของภาครัฐเท่านั้นที่จะทยอยเดินหน้าตามแผนได้เร็วและดีที่สุด” นายวิศิษฐ์กล่าว

⦁หวังรมว.ท่องเที่ยวคนเดิม

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เชื่อว่ามีผลต่อจิตวิทยาแน่นอน โดยตลาดในประเทศ คนไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดการชะลอตัวในการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนตลาดต่างประเทศ อาจมีผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนที่จะตัดสินใจมาประเทศไทย อาจต้องรอดูท่าทีและนโยบายของ ครม.ชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้น ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชนคาดหวังว่าจะไม่เปลี่ยนตัวเจ้ากระทรวง เนื่องจากเพิ่งทำงานได้ 10 เดือน มีนโยบายและมาตรการที่จะต้องพลิกฟื้นตลาดในครึ่งปีหลัง ผ่านงบประมาณลงทุนในระยะกลาง ระยะยาว ภาคการท่องเที่ยว ถือว่ามีผลต่อการยกระดับการท่องเที่ยวแข่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

“กระแสการรัฐประหารที่เริ่มหนาหูมากขึ้นโดยเฉพาะในโลกออนไลน์ หากออกมาคงไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ในปัจจุบัน ที่เพิ่งกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามกรอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีบทเรียนผ่านการทำรัฐประหารหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ส่งผลดีต่อประเทศในเชิงเศรษฐกิจหรือภาพลักษณ์เลย ตอนนี้ทิศทางการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวกำลังเดินไปในทิศทางที่ดี และมีความต่อเนื่อง เข้าที่เข้าทาง การเปลี่ยนตัวผู้นำส่งผลกระทบต่อนโยบายแล้ว” นายอดิษฐ์กล่าว

ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมองเป็นภาพเดียวกันในตอนนี้ คือต้องการความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย จึงมอง 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1.รัฐบาลไม่ควรเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯอีกแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวฯเป็นกระทรวงที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยมาก ทำให้ขาดความต่อเนื่อง 2.ขอให้รัฐบาลเดินหน้าฟื้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน และตลาดภาษาจีน (Chinese-Speaking) ตามแผนที่ภาคเอกชนนำเสนอไปแล้ว และ 3.ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 ล้านบาท มากระตุ้นการท่องเที่ยวตามแผนระยะเร่งด่วนมูลค่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างรอพิจารณาอนุมัติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. ประกอบด้วยโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง โครงการสนับสนุนสายการบิน และสนับสนุนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) เนื่องจากท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 4 เสาหลักของการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของจีดีพีไทย จึงไม่สามารถปล่อยได้

⦁ธุรกิจชี้อย่าเปลี่ยนม้ากลางศึก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับ ครม. ต้องบอกว่าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจสูงสุด และภาคการเมือง ทำให้การบริหารจัดการเชื่อว่าน่าจะมีการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีถึงความเหมาะสม เพราะเป็นเรื่องของการทำงานภายในรัฐบาล โดยมุมมองของภาคเอกชนตอนนี้คงยังไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็น หรือก้าวก่ายหน้าที่ดังกล่าวนี้แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการฝากข้อคิดว่าบางตำแหน่งของรัฐมนตรีที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง และกำลังรับผิดชอบงานสำคัญอยู่จึงยังไม่สมควรที่จะมีการปรับเปลี่ยน หรือจะกล่าวก็คืออย่าเพิ่งเปลี่ยนม้ากลางศึก

“เน้นย้ำว่าบางตำแหน่งของรัฐมนตรีอาจจะไม่ควรมีการเปลี่ยนม้ากลางศึก หากยังมีงานสำคัญต่อเนื่องที่กำลังทำอยู่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าการปรับ ครม.เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ภาคเอกชนคงไม่ต้องการแสดงความคิดเห็น ซึ่งใน ครม.เองก็มีการปรับเป็นเรื่องธรรมดาของระบบการเมือง แต่การปรับดังกล่าวน่าจะมาจากการมองเห็นถึงความเหมาะสม จึงอาจมาจากเงื่อนไขของพรรคต่อพรรค หรือเงื่อนไขด้านการบริหารจัดการ ก็เป็นเรื่องที่นายกฯในฐานะผู้นำสูงสุดโดยตำแหน่ง ต้องเป็นผู้ที่คิดว่าผู้ใดเหมาะสมกับตำแหน่งใด เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ รัฐบาลจึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยให้กับทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเดินหน้าภาคการส่งออกและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน” นายเกรียงไกรกล่าวส่งท้าย

จากเสียงสะท้อนของภาคเอกชน หวังว่าจะได้เห็นการตัดสินใจอย่างรอบคอบของรัฐบาล ที่มองประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง