หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ เผยภ...

สภาพัฒน์ เผยภาวะสังคมไตรมาส 1/68 จ้างงานวูบ หนี้ครัวเรือนลด ห่วงคนไทยติดหรู

9.06.25 | 11:58 น.

สภาพัฒน์ เผยภาวะสังคมไตรมาส 1/68 จ้างงานวูบ หนี้ครัวเรือนลด หวั่นพฤติกรรมคนไทยติดหรู ใช้จ่ายเกินตัว

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2568 ตัวเลขการจ้างงานลดลง 0.5% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.88% หนี้สินครัวเรือน บวก 0.2% การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง บวก 64.1% การบริโภคเหล้าและบุหรี่ บวก 1% ก่อคดีอาญา บวก 1.2% อุบัติเหตุทางถนน บวก 0.2% การร้องเรียนของผู้บริโภค บวก 36.2%

นายดนุชากล่าวว่า พบการจ้างงานปรับตัวลดลง ตัวเลขผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.4 ล้านคน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมมีการจ้างงานลดลงต่อเนื่อง ลบ 3.1% ส่วนนอกภาคเกษตรขยายตัวได้เล็กน้อย บวก 0.5% โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและภัตตาคารยังคงขยายตัวได้ที่ 3.5% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มลดลง เช่นเดียวกับสาขาการขนส่งและเก็บสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง 4.5% ขณะที่การจ้างงานในสาขาการผลิตเริ่มหดตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4% แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับความอยู่รอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากการขาดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เด็กจบใหม่ที่อาจเสี่ยงตกงาน

นายดนุชากล่าวต่อว่า ในภาพรวมชั่วโมงการทำงานของแรงงานลดชั่วโมงต่อสัปดาห์ลง โดยภาคเอกชนอยู่ที่ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 5.0% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับลดลง 7.9% อัตราการว่างงานลดลง มาอยู่ที่ 0.88% จากไตรมาส 1 ปี 2567 ที่อยู่ที่ 1.01% ซึ่งมีผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน ลดลงในกลุ่มที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า เช่นเดียวกับผู้ว่างงานระยะยาวที่ลดลง 14.3% หรือมีจำนวน 6.8 หมื่นคน โดยกลุ่มผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีกว่า 74.3% ว่างงานเพราะหางานไม่ไม่ได้ และพบว่าผู้เสมือนว่างงานมีจำนวนกว่า 4.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงก่อนหน้าถึง 14.6%

เลขาฯสศช.ระบุว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือน (ไตรมาส 4/2567) มีมูลค่า 16.42 ล้านล้านบาท ขยายตัวในอัตราชะลอลง 0.2% ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หดติดต่อกัน สาเหตุจากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ให้สินเชื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลง 88.4% จาก 88.9% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยหนี้สินครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.คนไทยมีพฤติกรรรมการบริโภคแบบติดหรู ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2567 พบว่า คนไทย 1 ใน 3 นิยมใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรู (Luxury) และบริการระดับพรีเมียม อาทิ อาหารเครื่องดื่ม บัตรคอนเสิร์ต บริการเสริมความงาม ของสะสม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการยอมรับจากสังคม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัว โดยสาเหตุมาจากความต้องการได้รับการยอมรับและได้แสดงสถานะทางสังคม โดยเพศชายมีความต้องการโดดเด่นที่มากกว่าเพศหญิง ซึ่งสินค้าที่นิยมซื้อแบบติดหรู ได้แก่ อุปกรณ์เทคโนโลยี ขณะที่เพศหญิงนิยมซื้อสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม โดยในสัดส่วน 50% มีเงินออมสำหรับยามฉุกเฉินน้อยกว่า 6 เดือน ทำให้มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรหนี้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สะท้อนปัญหาการขาดความรู้ และการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม

Advertisement

เลขาฯสศช.กล่าวต่อว่า ส่วน 2.เป็นการผลักดันให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร จากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในปี 2567 พบว่า สหกรณ์ทุกประเภทมีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรยังมีจำนวนน้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนทำได้ยาก นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครดิตบูโรในไตรมาส 3/2567 พบว่าหนี้เสียของลูกหนี้สหกรณ์มีการขยายตัวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับลูกหนี้ประเภทอื่น โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของสหกรณ์ประกอบอาชีพข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยง ก่อหนี้ช้าซ้อนหากไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี โดยกรณีการเข้าร่วมเครดิตบูโรของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์พบว่าสามารถปรับพฤติกรรมทางการเงินผ่านการให้คำปรึกษา การประเมินข้อมูลเครดิต และประสานข้อมูลกับสถาบันทางการเงินอื่น เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อทีเหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ การเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโรจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถหลุดจากปัญหาหนี้สิน รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม ดังนั้น ภาครัฐควรผลักดันเชิงนโยบายให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับเครดิตบูโร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินของ ประชาชนในระยะยาว

“ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่แย่ลง จากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง และการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มขึ้น” เลขาฯสศช.กล่าว

นายดนุชากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.การประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs 2.การสร้างหลักประกันกรณีถูกเลิกจ้างให้แก่แรงงาน โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ปี 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แต่ที่ผ่านมามีลูกจ้างไม่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสถานประกอบการจากต่างประเทศ จึงควรมีการศึกษาและกำหนดมาตรการที่ชัดเจนเพื่อให้ลูกจ้างได้รับการชดเชยอย่างที่ควรจะเป็นและ 3.เด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงาน ซึ่งผลสำรวจพบว่าผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพราะมองว่าขาดประสบการณ์ ทักษะ และมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก และเลือกที่จะหันไปจ้างฟรีแลนซ์/พนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง ดังนั้น เด็กจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมของตนเอง ทั้งด้านทักษะและทัศนคติ ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับรูปแบบการเรียนการสอน

ทั้งนี้ มีการนำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ช่องว่าง Soft Skils ในตลาดแรงงานไทย 2.OTT : บริการสื่อสมัยใหม่ควรต้องกำกับดูแลอย่างไร และ 3.เมื่อการเฝ้าระวังและรับมือกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) รวมทั้งนำเสนอบทความเรื่อง “กรณีศึกษาการรับมือแผ่นดินไหวในต่างประเทศ”