ธุรกิจวิตก พืชราคาต่ำ ‘เกษตรกร’หวั่นเงินไม่พอเพาะปลูกรอบใหม่ ชะลอใช้จ่าย บี้รัฐเทงบกระตุ้น
นายพิษณุ อุชุวัฒน์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาพันธ์เอสเอ็มอีภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจในภาคตะวันออกไม่ค่อยดีนัก จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ กระทบต่อภาคผลิต ทั้งยอดผลิตและยอดขายลดลง แบกรับสต๊อกสูงและค่าใช้จ่ายทรงตัวสูง จนเกิดหนี้ค้างชำระสมทบ ขณะที่ภาคการเกษตร ประสบราคาขายลงกว่าปีก่อน ส่งผลให้กำลังซื้อภาคบริการหดตัวลงต่อเนื่อง วันนี้เทียบจากต้นปีกำลังซื้อเพื่อบริโภคหายไปแล้ว 30%
“กำลังรอภาคเกษตร คนทำไร่ทำนา ต้องเก็บเงินเพื่อลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่เพื่อการเก็บเกี่ยวปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เป็นช่วงขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้เงินใช้จ่ายเข้าระบบค้าขายวันนี้ต่ำลงมาก สะสมไปอย่างนี้ไม่เกิน 2-3 เดือน ค้าขายทั่วไปอาจแบกรับภาระกันไม่ไหว ต้องเลิกอาชีพอีกครั้ง เศรษฐกิจเอสเอ็มอีภาคตะวันตกเคยโตได้เกิน 5% ต่อปี ปีนี้อาจต่ำมากแค่ 1-2% ก็ได้ ซึ่งเงินกระตุ้นจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นใช้จ่ายและเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นเรื่องสำคัญในวันนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า ยิ่งกดดันให้คนไม่ใช้จ่าย ” นายพิษณุ กล่าว
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวของไทยว่า บรรยากาศคำสั่งซื้อล่วงหน้าเงียบมาก ผู้ส่งออกส่วนใหญ่บ่นว่าส่งออกลดลงอย่างมีนัยะ โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ตลาดนำเข้าหายไปมาก สะท้อนได้จากราคาข้าวขาวในประเทศลงต่อเนื่อง เหลือ12 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากปลายปีก่อนยังขายได้ 17-18 บาท/กก. จึงมีโอกาสที่การส่งออกข้าวไทยในเดือนมิถุนายนนี้ ปริมาณอาจต่ำกว่า 6 แสนตันครั้งแรก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ไทยส่งออกข้าวเดือนละ 7.7 แสนตัน แม้ขณะนั้นอินเดียยังไม่ใช่มาตรการห้ามส่งออก ถือว่าส่งออกในช่วงนี้แย่ที่สุด
นายชูเกียรติ กล่าวว่า ส่งออกและราคาข้าวร่วงต่อเนื่อง มาจากหลายปัจจัยที่รุนแรงขึ้น ตั้งแต่ผลผลิตข้าวโลกล้นตลาด ประเทศผู้นำเข้ามีสต็อกเพียงพอ ประเทศส่งออกแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะอินเดียและเวียดนาม ทำให้หลายประเทศที่เคยซื้อข้าวไทยกลับไปซื้อข้าวอินเดียและเวียดนามกันอีกครั้ง ทั้งฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ อย่างอินโดนีเซียปีก่อนนำเข้าจากไทย 1 ล้านตันปีนี้เพียงนำเข้าไม่กี่หมื่นตัน และเป็นข้าวเหนียวมากกว่าข้าวขาว ส่วนญี่ปุ่นเจอปัญหาข้าวเพื่อบริโภคตึงตัว น่าจะซื้อจากสหรัฐและเวียดนามเพราะมีชนิดข้าวที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภค ที่ไทยยังส่งออกได้ยังเป็นคู่ค้าเดิม เช่น อิรัก แอฟริกาใต้
“ค่าบาทแข็งและผันผวนเร็ว ทำให้ตกลงด้านราคายากขึ้นมาก ขณะที่ค่าเงินประเทศส่งออกอื่นไม่ได้ผันผวนเร็วเท่าเงินบาท การต่อรองจะมีเสถียรมากกว่าไทย ไม่รู้ว่าทำไมภาครัฐไทยดูแลแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ เมื่อของก็แยะ ผู้แข่งมาก ราคายอมตกลง ไม่ใช่แค่ข้าว พืชเกษตรตัวอื่นก็เจอปัญหาเหมือนกัน จากนี้ไม่น่าจะดีกว่าช่วงที่ผ่านมา เข้าวิกฤตถอยรูดอีกครั้ง เป้าส่งออกข้าวปีนี้ 7.5 ล้านตัน อาจต้องทบทวนอีกครั้งหลังเดือนมิถุนายน โอกาสลดลงแค่ไม่รู้ว่าจะเท่าไหร่ ” นายชูเกียรติ กล่าว
นายชูเกียรติ กล่าวว่า การบริโภคการค้าในประเทศก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร สะท้อนได้จากจำนวนคนที่เข้าไปเดินห้างหรือกินข้าวนอกบ้าน พบว่า ตามร้านอาหารบางสาขาเกือบไม่มีคนเข้า ศูนย์การค้าบางตากว่าช่วงไตรมาสแรกมาก รัฐบาลจะออกมาตรการอะไรก็น่าจะเร่งทำในช่วงนี้

