หน้าแรก เศรษฐกิจ ธ.ก.ส.ส่งคลัง...

ธ.ก.ส.ส่งคลัง ชงครม.แฮร์คัตหนี้เกษตรกรสูงวัย 4-5 พันล้าน ตั้งเป้าคุมหนี้เสียไม่เกิน 5.5%

12.06.25 | 17:06 น.

ธ.ก.ส. ส่งคลัง ชง ครม.แฮร์คัตหนี้เกษตรกรสูงวัย 4-5 พันล้านบาท ตั้งเป้าคุมหนี้เสียไม่เกิน 5.5%

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.มีโครงการที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้ประเมินคุณภาพตัวลูกหนี้แล้วว่าไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อีกแล้ว อย่างไรก็ดี การเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้นั้น กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเสนอเข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“ลูกหนี้กลุ่มนี้เราเห็นว่าไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ โดยเป็นหนี้เสียที่เรื้อรังมานาน ซึ่งเราพบว่ามีจำนวนลูกหนี้กลุ่มนี้อยู่ประมาณ 1 หมื่นบัญชี มูลหนี้ราว 4-5 พันล้านบาท อย่างไรก็ดี แนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานว่าจะต้องทำให้รัฐเสียหายน้อยที่สุด” นายฉัตรชัยกล่าว

นายฉัตรชัยกล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมหนี้เสียของธนาคารนั้น ปัจจุบันอยู่ที่ 5.31% ของสินเชื่อรวม 1.67 ล้านล้านบาท ซึ่งเราพยายามจะพยุงให้ระดับหนี้เสียไม่ไหลไปสูงจนถึงระดับ 8-9% ในช่วงปีก่อนหน้า โดยปี 2568 ตั้งเป้าจะรักษาระดับหนี้เสียให้อยู่ที่ประมาณ 5.5% บวกลบ ทั้งนี้ ในทุกๆ ปี ระดับหนี้เสียจะปรับขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เพราะเป็นช่วงที่เรากำหนดให้มีการชำระหนี้

“ระดับหนี้เสียที่เราจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับ 5.5% บวกลบดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ต้องอยู่ที่ประมาณ 3-5 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อรวมในปีที่แล้ว” นายฉัตรชัยกล่าว

Advertisement

นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารนั้น เราจะยังไม่ปรับลด เพราะที่ผ่านมาได้ปรับลดไปมากแล้ว ทั้งนี้ เรามองว่าภาครัฐควรจะเร่งจ่ายเงินสำหรับโครงการที่ ธ.ก.ส.ได้เข้าไปช่วยดำเนินการตามนโยบายให้เป็นตามไทม์ไลน์ของโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมีสภาพคล่องมากขึ้นและจะสามารถลดต้นทุนการเงินของธนาคารและลูกค้าได้ดีมากยิ่งขึ้น

“ธนาคารกำลังเผชิญกับปัญหาฐานลูกค้าที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุตรหลานของเกษตรกรก็สานต่ออาชีพเกษตรน้อยลง นอกจากนี้ เกษตรกรยังใช้เทคโนโลยีเก่าในการผลิต อีกทั้งการส่งเสริมเกษตรกรในอดีตจะเน้นไปที่การผลิต แต่ไม่พุ่งเป้าไปที่การทำการตลาด ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายและความเสี่ยงของธนาคาร” นายฉัตรชัยกล่าว