ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นวันครบรอบ 150 ปีกระทรวงการคลัง
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เดินหน้าจัดงานใหญ่ MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย ระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
เป็นการบอกกล่าวเล่าเรื่องให้ประชาชนได้ทราบว่าในแต่ละภาคส่วนในแต่ละช่วงเวลาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง โควิด-19 กระทรวงการคลังมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรบ้างในการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาประเทศ

การจัดงานดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมข้อมูลตลอด 150 ปี ของกระทรวงการคลังและหน่วยงานในสังกัดมานำเสนอในลักษณะนิทรรศการ โดยมีการจัดโซนแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
โซนอดีต นำเสนอประวัติความเป็นมาของหน่วยงานกระทรวงการคลังและหน่วยงานในสังกัดทุกแห่งทั้ง 32 หน่วยงาน ตั้งแต่การคลังยุคเก่า สู่การคลังยุคปฏิรูป
โซนปัจจุบัน เป็นการนำเสนอข้อมูลบทบาทของหน่วยงานในสังกัดในยุคแห่งการแข่งขันทางการค้า การสร้างความเข้มแข็ง ความเชื่อมั่นให้กับการคลังของประเทศไทย เพื่อให้ทัดเทียมนานาประเทศ
โซนอนาคต เป็นการพูดถึงทิศทางองค์กรกระทรวงการคลังและหน่วยงานในสังกัดว่าจะมีการวางแผนยังไงกับทิศทางระบบเศรษฐกิจในอนาคต ความเปลี่ยนแปลงในมิติเศรษฐกิจด้านต่างๆ การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม Green economy การเตรียมความพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยี AI ในการให้บริการประชาชน
⦁ไฮไลต์พันธบัตรพิเศษ ออกรางวัลสัญจร
ภายในงาน มีการเสวนาให้ความรู้จากผู้บริหารกระทรวงการคลังทั้งอดีตและปัจจุบัน การปาฐกถาจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และพบกิจกรรมดีๆ จากบูธหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลังทั้ง 32 แห่ง ทั้งกรมภาษี กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมธนารักษ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินของรัฐ

ไฮไลต์สำคัญที่ได้รับความนิยม คือสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะนำพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่น 150 ปี ตอนเปิดงานจำกัดกรอบวงเงิน 300 ล้านบาท แต่ด้วยยอดจองที่ล้นหลาม จึงขยายกรอบไปอีก 700 ล้านบาท และสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังได้จำหน่ายของที่ระลึก (ธนบัตร และเหรียญที่ระลึก) ชุดละ 270 บาท ผ้ายันต์พระคลัง ในพระคลังมหาสมบัติ เปิดให้เช่าบูชาผืนละ 99 บาท
รวมทั้งการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบสัญจร ของสำนักงานสลากฯ งวดวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานการออกรางวัล บรรยากาศคึกคัก ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก
⦁เสวนาย้อนเวลากับ 4 ปลัดคลัง
ไฮไลต์เวทีเสวนา หัวข้อ ย้อนเวลากับเรื่องเล่าคนคลัง กับปลัดกระทรวงการคลังในแต่ละยุค ได้แก่ ดร.อรัญ ธรรมโน, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, และลวรณ แสงสนิท
โดย ดร.อรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตนอยู่ในยุคที่มีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ขึ้นมา จากดำริของ นายสุนทร หงส์ลดารมภ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้น ปี 2505 มีอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สศค.คนแรก ได้พยายามตั้งวินัยการเงินการคลังขึ้นมา ได้แก่ ตั้งงบลงทุน 30% ของงบประมาณ กำหนดกรอบเงินเฟ้อ และให้กู้เงินกับธนาคารโลก ซึ่งเป็นวินัยทางการเงินการคลังที่ สศค.ยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน
ตนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังในปี 2536 โดยที่ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งปลัดขณะนั้นมีอายุราชการเท่ากัน ตนไม่มีทางได้เป็นปลัดแน่นอน แต่เคราะห์ร้ายท่านเสียชีวิต จึงได้เข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังแทน ซึ่งในช่วงปี 2536-2538 เราสามารถใช้งบประมาณเกินดุล และตั้งงบลงทุนมากกว่า 30% ได้ทั้ง 3 ปี ถือว่าโชคดี ที่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในสมัยตน
สำหรับกระทรวงการคลัง เราเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการดูแลทรัพย์สิน จัดเก็บรายได้ เราควรมีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพที่สูงกว่าวิชาชีพอื่น ซึ่งเรื่องที่เป็นห่วงคืออยากให้กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษี เพราะขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายลดภาษีบ่อยๆ และมองว่าควรตั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีให้ได้ 18% ซึ่งจะมีโอกาสที่จะทำให้งบประมาณกลับมาสมดุลได้ ซึ่งจะทำให้เรามีอิสระเสรีในการวางนโยบายการคลังให้มากขึ้น
“นอกจากนี้ อยากให้มีการตั้งเป้าศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ศักยภาพเราต่ำลงเรื่อยๆ เพราะหากเราจ่ายเงินลงไปมากๆ ส่วนใหญ่จะปรากฏในรูปเงินเฟ้อ และเงินไหลไปต่างประเทศ หากตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโต 5% ก็จะทำให้ประเทศเจริญกว่านี้” ดร.อรัญระบุ

ด้าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า สิ่งที่สามารถดำเนินการในช่วงของการทำงานที่ผ่านมา คือการแยกบทบาทระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแยกบทบาทการคลังออกจากการเงินชัดเจน และจัดทำกฎหมายของ ธปท.ด้วย แม้การทำงาน ธปท.กับกระทรวงการคลังจะควบคู่กัน แต่เดินคนละทางเสมอมา อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
“ในช่วงหนึ่งเศรษฐกิจไทยอ่อน ก็ต้องกู้เงินจากธนาคารโลก แต่ไม่ยอมเรื่องเงินบาท ไม่เคยขายทองคำ หากเราต้องการเงินเยอะ ก็ต้องพิมพ์แต่การพิมพ์ก็ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย เพราะหากมีเงินมากก็ใช้มาก ดังนั้นต้องใช้เงินแบบพอดี ผมขอออกตัวว่าไม่ใช่นักพูด แต่เมื่อถูกเชิญมาก็พูดเท่าที่พูดได้” ม.ร.ว.จัตุมงคลระบุ
ส่วน ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เริ่มต้นในกระทรวงการคลังด้วยการดำรงตำแหน่งรอง ผอ.สศค. และต่อมามีโอกาสได้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สศค. ซึ่งได้เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ช่วงปี 2552
โดยขณะนั้นในปี 2551 ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยติดลบ นโยบายการคลังต้องตอบโจทย์วิกฤต เราเข้าไปดูแลประชาชน เริ่มต้นจากการออก “เช็คช่วยชาติ” สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการแจกเงินคนละ 2,000 บาท เป็นเม็ดเงินรวม 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น
สำหรับการดูแลเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวต่อนั้น ขณะนั้นได้มีการออกเงินกู้ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท แต่วงเงินยังไม่พอ ต้องร่วมกับงบประมาณ และรัฐวิสาหกิจ รวมกันแล้ว เป็นวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทเกิดเป็นโครงการไทยเข้มแข็ง โดยมีการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน สนามบิน และมีการปรับโครงสร้างทางสังคม เช่น การพัฒนาคน ราชการ และพัฒนาระเบียบต่างๆ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไทยดีขึ้นมา ถือว่าการบรรเทาระยะสั้นและฟื้นฟูระยะปานกลาง ทำให้จีดีพีฟื้นตัว ในปี 2552 เป็นเติบโต 7.5%
รวมทั้งยังได้ปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน ผ่านการทำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ออกมาในปัจจุบัน จากเดิมจะเป็นการจัดเก็บภาษีโรงเรือน และภาษีท้องที่ ที่ต้องใช้ดุลพินิจเป็นอย่างมาก และยังได้เข้าไปผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการออมที่สามารถดูแลตัวเองได้ในยามเกษียณ
⦁รับการบ้านจัดเก็บรายได้18%ฟื้นศก.
สุดท้าย ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่เราดำรงความเข้มแข็งมาได้ตลอด 150 ปี เพราะเรามีผู้บังคับบัญชา นำพากระทรวงการคลังผ่านช่วงวิกฤตมาได้อย่างดี และตนมีโอกาสทำงานกับทุกท่าน เริ่มต้นทำงานที่ สศค. สำหรับงานชิ้นแรกคือการค้าเสรี AFTA ต่อมาได้รับผิดชอบงานประกันภัยด้วย โดยได้ดูแลเรื่องวิกฤตน้ำท่วมช่วงปี 2554 ได้มีการตั้งกองทุนเข้ามาดูแล
จากนั้นได้วนเวียนไปเป็นผู้ตรวจราชการ และกลับมาเป็น ผอ.สศค. ขณะนั้น มีสถานการณ์โควิด-19 ได้แจกเงิน 2.2 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชน ความภูมิใจคือไม่มีเรื่องทุจริตแม้แต่บาทเดียว เงินส่งตรงไปให้กับประชาชน และได้มีโอกาสไปเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ทำเรื่องการสนับสนุนนโยบายการใช้รถอีวี และโยกย้ายไปกรมสรรพากร
จากนั้นกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังในปี 2566 โดยมองว่าความท้าทายของคนกระทรวงคลัง ต้องยึดมั่นในหลักการ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของคนที่ดูเงินทองของประเทศ
ส่วนเรื่องที่ท้าทายตั้งแต่ทำงาน คือช่วงโควิด เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น การเยียวยาประชาชนทำในเวลาอันสั้น ทุกเรื่องเกี่ยวกับทุกคนและขณะนั้นได้โจทย์จากรัฐบาล ว่าอยากแจกเงินเยียวยาให้กลุ่มคนตกงาน อาชีพอิสระ ตั้งใจให้ 5,000 บาท นาน 3 เดือน

“ถามว่าจะใช้วิธีอะไร ว่าคนไหนเดือดร้อน คนไหนควรจะได้ หรือจะใช้วิธีเดิมๆ คือการแจกเงินผ่านทางท้องถิ่น ให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แจกจ่ายให้ลูกบ้าน อย่างไรก็ตาม เราเป็นห่วงเรื่องความโปร่งใส จึงได้มีการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ครั้งแรก คัดกรองอาชีพ ฐานที่อยู่อาศัย จ่ายเงินผ่านพร้อมเพย์ โดยจ่ายเงินให้กับคนหลายล้านคน และเรื่องนี้ไม่มีความทุจริต ถือเป็นการภูมิใจของการเป็นคนคลังด้วย” ลวรณระบุ
ลวรณระบุอีกว่า ตนพร้อมรับการบ้านจากอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ให้ได้ 18% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันการจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังอยู่ที่ 12-13% หากทำได้จะเพิ่มเม็ดเงินเป็น 8 แสนล้านบาท เท่ากับงบประมาณที่เราขาดดุล ส่วนการขยายตัวของจีดีพี เป็น 5% เราเห็นด้วย ซึ่งจะต้องลงไปดูโครงสร้าง และต้องทบทวนการทำโครงการต่างๆ
“จากนี้ไปในอนาคต กระทรวงการคลังจะเดินไปตามยุคดิจิทัลสมบูรณ์แบบ เราจะใช้เครื่องมือดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ทั้งดาต้าเบส เอไอ ในมิติการทำงาน การจัดเก็บภาษี การให้บริการดูแลประชาชน ขณะที่การสร้างคนคลังให้เหมาะสมกับดิจิทัล ในอีก 1 เดือนข้างหน้า กระทรวงการคลังกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะแถลงข่าวเปิดหลักสูตรปริญญาโท ให้ความรู้การจัดเก็บภาษี และการใช้นวัตกรรม” ลวรณระบุ
การเดินทางของ “กระทรวงการคลัง” ยังเดินหน้าต่อไปด้วยความร่วมมือของคนคลัง เพื่อช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง

