เข้าสู่ช่วงกลางปี 2568 สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย ที่เข้ามาทดสอบประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ที่ยังมีความผันผวนไม่มีข้อสรุป ซึ่งอาจส่งผลให้การส่งออกในไตรมาส 3 ชะลอตัวได้ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงที่ยังคงกระทบสะสมต่อกำลังซื้อโดยรวม
จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลตัดสินใจกลับมาทบทวนแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรอบคอบอีกครั้งและการจะออกมาตรการรอบนี้ก็จะต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับการใช้งบวงเงินดังกล่าว แทนการนำไปใช้ในนโยบาย “ดิจิทัลวอลเล็ต” เฟสที่เหลือ ที่ตัดสินใจชะลอไปจนกว่าสถานการณ์เหมาะสม จุดประสงค์หลักเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าแทน โดยวางแผนให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2568) ผ่านการกระตุ้น โครงการเศรษฐกิจ 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและคมนาคม การท่องเที่ยว การลดผลกระทบส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงเศรษฐกิจชุมชน
ภายใต้โจทย์ใหญ่ “ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก” ผ่านกระตุ้นการใช้จ่าย-การลงทุนผ่านโครงการระยะสั้น หลายกระทรวงจึงได้กลับไปวางแผนและคัดเลือกโครงการที่คาดว่าเหมาะสม และกระทรวงที่ถูกจับตามองโครงการมากที่สุดคือกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ 4 ด้านหลัก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านน้ำ และคมนาคม ซึ่งจะต้องตอบโจทย์ด้าน “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม
⦁ลุ้น‘พัฒนาน้ำอุปโภคบริโภค’
สำหรับกรอบงบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท แผนแรกที่เป็นพระเอกหลักของการดำเนินการนำงบตรงนี้มากระตุ้น คือ “การลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดในหมวดการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นกรณีเร่งด่วน และเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 22,309 รายการ โดยเป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบโดย สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอความเห็น โดยทั้งหมดเป็นโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ภายในช่วง 1 ปี โดยแต่ละโครงการทาง สทนช.ได้จำแนก 5 ด้านสำคัญ ดังนี้
ด้านแรก การพัฒนาน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยให้ครัวเรือนทั่วประเทศเข้าถึงระบบประปาและมีน้ำสะอาดใช้เพิ่มขึ้นอีก 2.41 ล้านครัวเรือน ผ่านโครงการซ่อมแซม ปรับปรุง และเพิ่มน้ำต้นทุน คาดว่าเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
ด้านที่สอง เป็นการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิมและพัฒนาระบบกระจายน้ำ เป้าหมาย มุ่งเน้นช่วยพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภัยแล้ง 2.3 ล้านไร่
ด้านที่สาม คือ การพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพื่อใช้ในการก่อสร้างระบบกระจายน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ และจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากได้ประมาณ 0.37 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 2.79% จากพื้นที่เสี่ยงทั้งประเทศ 13.25 ล้านไร่
ด้านที่สี่ มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำและการป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง เช่น โครงการแก้มลิงในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไปและในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ด้านที่ห้า คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ อาทิ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกแฝก และการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ
ข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2568 ที่มี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ระบุว่า หากดำเนินการแผน 5 ด้าน คาดว่าจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ 3.374 ล้านครัวเรือน สามารถลดการชะล้างพังทลายของดินได้ 0.18 ล้านไร่ เกิดการจ้างแรงงานกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ประมาณ 2.5 แสนล้านคนต่อเดือน และมีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 124,648.42 ล้านบาท
โดย ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุ ในส่วนของ สทนช.มีหลายโครงการด้านน้ำที่ผ่านกระบวนการคัดกรองและเห็นว่าเหมาะสมต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในมุมมองของตนเอง โครงการที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษคือ “โครงการพัฒนาปรับปรุงน้ำประปาในพื้นที่ชนบท” เนื่องจากยังมีอีกหลายชุมชนที่ประสบปัญหาน้ำประปาไม่สะอาดและไม่เพียงพอ หากได้งบประมาณพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เหล่านี้ จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาด ลดปัญหาสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ทั้งนี้ ไพฑูรย์ย้ำว่า การลงทุนในระบบประปาชนบทไม่เพียงช่วยด้านสุขอนามัยของประชาชน แต่ยังถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
⦁สแกน‘คมนาคม’ของบจัดเต็มพลิกโฉมถนน
ด้านคมนาคม เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญที่จะได้รับการกระตุ้นในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเน้นการแก้ปัญหาคอขวดจราจร จุดตัดทางรถไฟ-ถนน พัฒนาถนนเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิต
หลังจากที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ ได้สั่งการให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ตรวจสอบความพร้อมของโครงการต่างๆ ทั้งโครงการขยายถนน โครงการใหม่ และโครงการอื่นๆ ที่พร้อมดำเนินการ รวมถึงโครงการที่ถูกตัดงบประมาณปี 2568 และ 2569 หลังจากทุกหน่วยงานไม่ใช่แค่ ทล. ทช. กลับไปรวบรวมข้อมูลและกลับมาเสนอในกระทรวงนั้น
สุริยะเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้สรุปงบประมาณที่จะขอรับการจัดสรรงบประมาณรวม 6 หน่วยงาน วงเงินรวม 56,666 ล้านบาท ประกอบด้วย กรมทางหลวง (ทล.) ประมาณ 4,000 โครงการ วงเงิน 37,636 ล้านบาท กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ประมาณ 3,700 โครงการ วงเงิน 17,051 ล้านบาท กรมท่าอากาศยาน (ทย.) วงเงิน 766 ล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 1,022 ล้านบาท บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) วงเงิน 15 ล้านบาท และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วงเงิน 42 ล้านบาท
สุริยะระบุด้วยว่า สำหรับโครงการที่เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณ ตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาทนั้นจะมุ่งเน้นเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กถึงกลาง มีกรอบวงเงินตั้งแต่ 5-20 ล้านบาทต่อโครงการ สามารถดำเนินการได้ภายในปีเดียว อีกทั้งต้องมีความพร้อมในการดำเนินการ สามารถเริ่มการประมูลได้ทันที เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ในส่วนของรายละเอียดเนื้องาน แบ่งตามหน่วยงาน และหมวดหมู่ ประกอบด้วย ทล. จะดำเนินโครงการครอบคลุมการแก้ไขปัญหาการจราจรที่เป็นคอขวด เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ปรับปรุงถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยว, ทช. เน้นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง การปรับปรุง-พัฒนาถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิต, ทย. เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการปรับปรุงสนามบินให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ อาทิ งานก่อสร้างเสริมความแข็งแรงทางวิ่ง ปรับปรุงระบบไฟฟ้าลงใต้ดิน และปรับปรุงระบบตรวจอาวุธและวัตถุระเบิด
ขณะที่ รฟท.จะดำเนินโครงการโดยมุ่งเน้นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และแก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนนเสมอระดับ อาทิ โครงการแก้ไขผลกระทบจากอุบัติเหตุ ปรับปรุงทางรถไฟ สถานี และระบบอาณัติสัญญาณ, บขส. ดำเนินโครงการด้านความปลอดภัย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองด้วยรถโดยสารของ บขส. และปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสาร, ขสมก.ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่คอขวด เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เช่น โครงการปรับปรุงเบาะและหลอดไฟในรถโดยสาร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่ค่อนข้างสูงและอาจจะต้องตัดบางส่วนออกหรือไม่ เนื่องจากหลายโครงการอาจไม่ได้ตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจ สุริยะชี้แจงว่า ในวงเงินที่คมนาคมจะขอไว้รวม 56,666 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่นิ่งแล้ว เพราะเป็นตัวเลขวงเงินที่ได้รับการปรับลดมาเรียบร้อย จากแต่เดิมวงเงินแรกแตะอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ดังนั้น ส่วนนี้จะยังไม่ได้มีการปรับแก้ไขอะไรเพิ่มเติมอีกครั้ง ยังคงไว้ที่กรอบวงเงิน 56,666 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมไม่ได้รับรายละเอียดข้อมูลการถูกตีกลับโครงการให้มาพิจารณาใหม่อีกครั้งจากทางคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามมองว่าการคัดกรองโครงการก็มองถึงการเบิกจ่าย หากโครงการไหนเบิกจ่ายมากเกินความจำเป็นก็ต้องตัดออก
นอกจากนี้ จากข้อสงสัยที่ว่า โครงการคมนาคมจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่นั้น สุริยะระบุ งบประมาณจำนวนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นโครงการขนาดเล็กๆ หลายโครงการ เช่น โครงการปรับปรุงถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับชุมชน และกระตุ้นการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศได้ทันที ทั้งหมดนี้ถือว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ หลังจากที่มีการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มี พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เกี่ยวกับแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ตรงนี้จะต้องมาดูว่าผลสรุป โครงการจากกระทรวงหูกวาง โครงการไหนจะถูกตัดและโครงการไหนจะเข้าเกณฑ์บ้าง ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ทราบกันภายหลัง หากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้
⦁หวั่นโครงการสะดุดแนะคัดให้ตรงจุด
งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ถือเป็นงบประมาณที่จำกัด ดังนั้น การพิจารณาของแต่ละโครงการจะต้องเน้นความรอบคอบและคุ้มค่าที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดการเลื่อนประชุมออกไปหลายรอบ เบื้องต้นคาดว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานวันที่ 18 มิถุนายน ตรงนี้จึงเกิดข้อสงสัยว่า จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ว่าโครงการนี้อาจส่อแววสะดุดหรือไม่
เรื่องนี้ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้มุมมองว่า กรณีที่มีการเลื่อนประชุมแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้วงเงิน 1.57 แสนล้านบาทออกไปนั้น เหตุผลหลักคือรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณดังกล่าวอย่างคุ้มค่าและรอบคอบ เนื่องจากยังมีหลายโครงการที่เสนอเข้ามาแต่ยังไม่ตอบโจทย์หรือสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเท่าที่ควร
สมชายให้ความเห็นว่า โครงการที่อยู่ภายใต้งบประมาณดังกล่าวควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือประชาชนสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการขึ้นภาษีของรัฐบาล นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และอีกกลุ่มคือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการสร้างงานและกระจายรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม สมชายระบุว่า แม้จะมีข้อเสนอจากหลายหน่วยงานที่ส่งโครงการเข้ามาให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณา แต่ส่วนตัวมองว่าหลายโครงการยังคงเป็นรูปแบบเดิมๆ เช่น การแก้ไขปัญหาจราจร ลงทุนโครงการปรับปรุงสนามบิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบัน และบางโครงการมีขนาดใหญ่เกินไป และมีแววที่ต้องลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการฝ่ายคมนาคม ที่อาจไม่ตอบสนองต่อความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้นรัฐบาลควรทบทวนแผนใหม่ให้ชัดเจน และตัดโครงการที่ไม่เหมาะสมออกไป
ทั้งนี้ สมชายกล่าวว่า แม้จะต้องมีช่วงการพิจารณาใหม่ แต่ไม่ต้องการให้กระบวนการพิจารณาล่าช้าเกินไป พร้อมเสนอว่าหากมีโครงการใดที่มีความพร้อมและสามารถเริ่มได้ทันที เช่น โครงการภาคเกษตร การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ก็ควรเร่งผลักดันโดยเร็ว
ฟากเอกชน อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ได้ยินมาว่า มีหลายกระทรวงที่เสนอเข้ามาให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาไม่ต่ำกว่า 10,000 โครงการ ฉะนั้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจว่าทำไมการประชุมจะต้องมีการเลื่อนและบางโครงการจะต้องถูกตีกลับ เพราะการพิจารณาจะต้องรอบคอบและคุ้มค่ามากที่สุด หากมองอย่างเข้าใจ การพิจารณาก็จะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและระยะเวลาพอสมควรในการตรวจสอบด้วย วงเงินที่จำกัดแค่ 1.57 แสนล้านบาท ฉะนั้นหลายอย่างก็ต้องถกกันอีกเยอะ เพื่อให้โครงการเหล่านี้เห็นผลจริง ไม่กระจายงบแบบยิบย่อยที่ไร้ประสิทธิภาพ
อภิชิตระบุ รัฐบาลควรใช้งบประมาณตรงนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน เช่น การจ้างคนในท้องถิ่นร่วมพัฒนาพื้นที่ และส่งเสริมท่องเที่ยวในชุมชน รวมถึงการเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่ที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต และลดภาระการเยียวยาจากรัฐ
อย่างไรก็ตาม อภิชิตมองว่า บางโครงการอาจจะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งโดยเฉพาะด้านคมนาคม ในส่วนนี้ไม่ได้ขัดว่าโครงการปรับปรุงถนนนั้นไม่ตอบโจทย์ เพียงแต่การปรับปรุงในส่วนโครงสร้างถนนจะใช้เครื่องจักรเป็นหลัก และมีการซ่อมแซมถนนมาโดยตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่รัฐควรนำงบมากระตุ้นคือการลงทุนพัฒนาศักยภาพของแรงงาน และดูแลด้านบุคลากร ที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการเหล่านี้ต่างหาก มองว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ถือเป็นเสียงสะท้อนจากที่ร่วมสแกนทุกมิติอย่างรอบคอบ เพื่อให้แผนกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐาน ตอบโจทย์และคุ้มค่าสูงสุด

