เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า คาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีประชาชนเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งหมดประมาณ 35 ล้านคนเที่ยว สูงกว่าการเดินทางช่วงสงกรานต์ปี 2559 ที่มีผู้โดยสารเดินทางทั้งหมดประมาณ 20 ล้านคนเที่ยว สำหรับในช่วงการเดินขาไปคาดว่าวันที่ 11-12 เมษายนจะเป็นช่วงที่มีการเดินทางมากที่สุด หรือประมาณ 1.9 แสน- 2 แสนคน ส่วนในเที่ยวขากลับคาดว่าช่วงวันที่ 16-17 เมษายน จะเป็นช่วงที่มีการเดินทางกลับมากที่สุด โดยเฉลี่ยคาดว่าในเที่ยวขาไปจะมีผู้เดินทางประมาณ 17 ล้านคนเที่ยว และเที่ยวขากลับประมาณ 17 ล้านคนเที่ยว อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าแนวโน้มการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์ปีนี้ ประชาชนจะเริ่มทยอยกลับบ้านตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นมา ดังนั้นช่วงการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะเข้มงวดเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ เพื่อดูแลอำนวยความสะดวก ไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง รักษาความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดระหว่างการเดินทาง
“ขณะนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมยังไม่ได้แจ้งปัญหาการเดินทางมา แต่ในเบื้องต้นได้กำชับให้มีการดูแลผู้โดยสารเป็นพิเศษ ทั้งในส่วนการเดินทางโดยรถไฟ ถนนและทางเครื่องบิน ซึ่งมั่นใจว่าในปีนี้ทางกระทรวงคมนาคมจะส่งประชาชนกลับบ้านได้หมด 100% ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง” นายอาคมกล่าว
นายอาคมกล่าวว่า สำหรับการตรวจรถโดยสารที่ให้บริหารสาธารณะที่ขนส่งหมอชิตเมื่อวันที่ 8 เมษายน โดยเฉพาะรถตู้ที่จะต้องกำชับเป็นพิเศษนั้น พบว่าส่วนใหญ่ปฏิบัติตามกฎหมายเรียบร้อยดี โดยเรื่องที่ทางกระทรวงคมนาคมจะตรวจเข้มเป็นพิเศษคือการถอดเบาะหลังที่นั่งท้ายสุด 2 ที่ ตามข้อบังคับทางกฎหมาย และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้มีการเปิดประตูหลังสะดวกขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ได้ตรวจส่วนอุปกรณ์ อาทิ ค้อนทุบกระจก เครื่องดับเพลิงว่ามีความพร้อมหรือไม่ รวมถึงการตรวจการคาดเข็มขัดนิรภัย และการควบคุมความเร็วให้อยู่ระหว่าง 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีสโลแกนที่กำชับกับคนขับรถตู้คือ “ขับช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัด” เพื่อรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยในการโดยสารรถสาธารณะให้มากที่สุด
“ในจุดตรวจสภาพรถและคนขับจะมีการตรวจทั้งหมด 2 รอบ โดยในรอบแรกจะเป็นการตรวจเช็คสภาพรถ ล้อยาง และสภาพความพร้อมของคนขับว่าพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อาทิ การพักผ่อนที่เพียงพอ หลังจากนั้นเมื่อรับผู้โดยสารเต็มคันรถแล้วจะตรวจเพื่อรีเช็คอีกครั้ง ว่าไม่มีการเปลี่ยนตัวคนขับ” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการติดตั้งจีพีเอส ขณะนี้ได้มีการติดตั้งจีพีเอสในรถตู้และรถโดยสารของบขส.เรียบร้อยแล้ว ในส่วนรถร่วมบริการก็พยายามทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยคาดว่ารถร่วมบขส.จะติดตั้งจีพีเอสได้ครบหมดภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ในส่วนรถทัวร์ใหญ่ก็จะมีแนวปฏิบัติที่คล้ายกัน ทั้งในเรื่องการติดตั้งจีพีเอส การควบคุมความเร็ว การคาดเข็มขัดนิรภัย และการตรวจความพร้อมของสภาพรถและคนขับก่อนออกให้บริการประชาชน
นายอาคมกล่าวว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น จะมีผลต่อการระบายรถในช่วงสงกรานต์หรือไม่นั้น มองว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยสามารถทำควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางได้ โดยกรมทางหลวงจะมีการเตรียมเลนพิเศษเพื่อเปิดระบายรถในเส้นทางหลักทั้งถนนมิตรภาพ เอเชียและเพชรเกษม อย่างไรก็ตามในส่วนที่เป็นจุดเสี่ยงที่เคยเกิดอุบัติเหตุใหญ่ อาทิ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ แม่สอด เส้นทาง 304 ทางกรมทางหลวงก็ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องป้ายชะลอความเร็ว ป้ายบอกทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น
นายอาคมกล่าวว่า นอกจากนี้แล้วในส่วนมาตรการบังคับใช้กฎหมายการใช้รถผิดประเภท ทั้งการบรรทุกผู้โดยสารท้ายกระบะ และการนั่งแค็ปในห้องผู้โดยสารของรถกระบะ 2 ประตูนั้น ขณะนี้ทางรัฐบาลมีมาตรการผ่อนผันออกมาก่อน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์หลังจากนั้นทางกระทรวงคมนาคมจะหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ถึงเรื่องนี้อีกครั้ง

