หน้าแรก เศรษฐกิจ เจาะ 4 คลื่นเ...

เจาะ 4 คลื่นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พร้อมทางรอดของไทยในยุค Next Reality

20.06.25 | 10:17 น.
คลื่นเทคโนโลยี

โลกทุกวันนี้หมุนเร็วขึ้นทุกวัน จนเทคโนโลยีที่เคยเป็นเพียงจินตนาการกำลังได้รับการพัฒนาและทดลองจากห้องแล็บ พร้อมก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ทำให้เราเองกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Next Reality” หรือยุคแห่งความจริงรูปแบบใหม่ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

คลื่นลูกที่ 1: Connectivity Beyond 5G-เมื่อความเร็วไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน แค่ได้ดูหนังบนมือถือแบบภาพไม่กระตุกด้วยสัญญาณ 4G ก็ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกันได้แล้ว แต่วันนี้ โลกเดินทางมาถึงจุดที่แค่คำว่า “เร็ว” ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังต้อง “ไร้รอยต่อ” และ “ปลอดภัย” โดย IDTechEx องค์กรวิจัยด้านเทคโนโลยีอุบัติใหม่ คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี 6G จะเร็วกว่า 5G ถึง 100 เท่า มีอัตราการส่งข้อมูลที่สูงขึ้น 50 เท่า พร้อมสำหรับการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Automation) เมืองอัจฉริยะ หรือเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ในภาคการศึกษาและสุขภาพ

วิวัฒนาการของทุกๆ “G” หรือ “Generation” ไม่ได้แค่เปลี่ยนเทคโนโลยี แต่เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สื่อสารกันจาก 1G ที่แค่โทรด้วยเสียง มาถึง 2G ที่ส่ง SMS ได้ ตามมาด้วย 3G ที่ใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือได้ จนถึง 4G ที่ใช้แอพพ์ได้ไหลลื่น และ 5G ที่รองรับ Internet of Things ได้อย่างเต็มที่ ต่อจากนี้ 6G จะพาเราไปสู่ยุคใหม่ที่โลกเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ไม่เพียงแค่เร็วขึ้น แต่ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่แฮกข้อมูลได้ยากด้วย Quantum Encryption ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ธุรกรรมออนไลน์และข้อมูลสำคัญได้

Advertisement

ในไม่ช้าเราอาจได้เห็นเด็กนักเรียนบนดอยสูงสามารถเรียนกับครูที่อยู่ลอนดอนได้แบบภาพคมชัดระดับ 8K เสียงชัดราวกับนั่งอยู่ห้องเดียวกัน โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะรั่วไหลหรือถูกดักฟัง ด้วยพลังของ 6G

คลื่นลูกที่ 2: AI-ไม่ใช่แค่ ‘ฉลาด’ แต่ ‘ทำงานแทน’ ได้จริง

ในอนาคตอันใกล้ AI จะไม่เพียงช่วยตอบคำถามเหมือนแชตบอตที่เราคุ้นเคย แต่จะ “อัพเลเวล” ขึ้นเป็น Agentic AI ที่สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนแทนเรา เช่น วางแผนนัดหมาย หรือวิเคราะห์สินเชื่ออย่างแม่นยำ ลองนึกภาพ AI ที่ช่วยจองตั๋วเครื่องบิน จัดตารางนัดหมาย ทำวิจัย หรือทำธุรกรรมออนไลน์ให้เราโดยไม่ต้องรอรับคำสั่งทีละขั้นตอน โดย McKinsey วิเคราะห์ว่า เมื่อสถาบันการเงินประยุกต์ใช้ Agentic AI จะลดเวลาวิเคราะห์สินเชื่อได้ถึง 60%

นอกจากนี้ ยังมี Physical AI หรือ AI ในรูปแบบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI อย่าง Gemini หรือ DeepSeek ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้สามารถเข้าใจสภาพแวดล้อม ตัดสินใจ และโต้ตอบเหมือนมนุษย์จริงๆ ได้มากขึ้น เหมือนที่เราอาจเคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟหลายเรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา Small Language Models (SLMs) ที่แม้จะใช้ข้อมูลและพลังงานน้อยกว่า แต่ให้ผลลัพธ์แม่นยำ สามารถฝังลงบนสมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์ IoT ได้ และเมื่อรวมกับพลังของ 6G เมืองทั้งเมืองจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่คิดและตอบสนองได้ทันที เหมือนมี “สมองกล” ครอบคลุมทั้งพื้นที่

คลื่นลูกที่ 3: Biotech & Human Enhancement-ตัดต่อชีวิต ปรับแต่งอนาคต

เทคโนโลยีชีวภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเทคโนโลยีอย่าง CRISPR-Cas9 คือความก้าวหน้าที่น่าทึ่ง กล่าวคือ เป็น “กรรไกรโมเลกุล” ที่ตัดต่อยีนของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ ล่าสุดช่วยรักษาโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickel Cell Disease) ได้จริง โดย 93.5% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเป็นเวลา 1 ปี จะไม่พบอาการปวดรุนแรง (Pain Crises) อีกต่อไป

ในภาคเกษตร สามารถใช้ CRISPR ปรับแต่งพันธุกรรมของพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าว และอ้อย ให้ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศแบบรุนแรง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างสายพันธุ์พืชให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น เช่น มะเขือเทศอาจมีขนาดต้นเล็กลงแต่ให้ผลดกขึ้นและมีเบต้าแคโรทีนสูงขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่างการผ่าตัดทางไกล (Remote Surgery) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์ผ่าตัดผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลได้ ผ่านหุ่นยนต์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านเครือข่ายดาวเทียมที่มีความหน่วงของสัญญาณต่ำ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาในพื้นที่ห่างไกลหรือแม้แต่ในเขตสงคราม ในอนาคต ศัลยแพทย์ในกรุงเทพฯ อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยแถบชายแดนที่ห่างไกลได้โดยไม่ต้องเดินทาง

คลื่นที่ 4: Sustainable Technology & Green Innovation-เทคโนโลยีที่ช่วย ‘รักษ์โลก’

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนแทบกลายเป็นฤดูกาลแบบใหม่ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนจากโลกว่า เราไม่สามารถปฏิบัติต่อโลกใบนี้ด้วยวิธีเดิมๆ ได้อีกต่อไป เทคโนโลยีสีเขียวจึงเป็น “ความหวัง” และ “ทางออก” สำคัญที่จะช่วยชี้ทางรอดให้แก่เราได้ท่ามกลางภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยโลกเริ่มให้ความสนใจแหล่งพลังงานใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนผ่านกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) โดยไม่ปล่อยคาร์บอนเลย จึงอาจใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคคมนาคมและอุตสาหกรรมได้ในอนาคต

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คือ Elastocalorics หรือระบบทำความเย็นแบบใหม่ที่ใช้โลหะแทนของเหลว ที่จะช่วยประหยัดพลังงานถึง 40% และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ใช้สารทำความเย็นที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก

แม้ว่าเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมจะก้าวหน้าไปมาก แต่จริงๆ แล้วบางคำตอบของ “ทางรอด” มนุษย์อาจซ่อนอยู่ในธรรมชาตินี่เอง ผ่านกลไกทางชีววิทยาอันน่าทึ่ง เช่น การใช้จุลชีพดักจับคาร์บอน (Carbon-capturing microbes) ด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) และสาหร่ายจิ๋ว (Microalgae) ที่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดโลกร้อนโดยไม่ต้องใช้พื้นที่ปลูกป่าขนาดใหญ่

ประเทศไทยในยุค Next Reality-ปรับตัว ก้าวให้ทัน ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เมื่อคลื่นเทคโนโลยีกำลังซัดเข้าสู่ทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่ต้อง “ตามให้ทัน” แต่ต้อง “เตรียมพร้อมและสร้างแนวทางของตัวเอง” ไปด้วย ดังนี้

1.ส่งเสริมสตาร์ตอัพเทคโนโลยีขั้นสูงแบบครบวงจร ส่งเสริม Regulatory Sandbox หรือแนวทางที่ภาครัฐเปิด “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ภาคธุรกิจหรือสตาร์ตอัพสามารถทดลองเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจใหม่ๆ โดยอาจขยายผลและปรับแก้กฎหมายให้รองรับการใช้จริง ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

2.ยกระดับการศึกษาไทยสู่ยุคดิจิทัล ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกอนาคต โดยเน้นทักษะดิจิทัลและการเขียนโค้ดตั้งแต่ระดับพื้นฐาน สร้างความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ควบคู่กับการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของจริยธรรมและความรับผิดชอบเพื่อปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ และสามารถต่อยอดเป็นผู้สร้างนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง

3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เร่งลงทุนโครงข่ายและสถานีฐานทั่วประเทศให้พร้อมรองรับ 6G ไม่เพียงในเมืองใหญ่ แต่ยังครอบคลุมถึงพื้นที่ชนบทเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยอาจใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อกระจายภาระการลงทุน

4.ส่งเสริมการใช้ AI ในภาคธุรกิจ การปรับใช้ Agentic AI ในภาคธุรกิจจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุน และยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ได้แม่นยำขึ้นแบบเรียลไทม์ ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม S-Curve เช่น ระบบซัพพลายเชนอัจฉริยะในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ หรือแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลในอุตสาหกรรมการแพทย์

ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีเหล่านี้ ความท้าทายของไทยไม่ใช่เพียงการไล่ตามให้ทันโลก แต่คือการเร่งสร้างจุดแข็งของตนเองบนเวทีดิจิทัลระดับโลก การลงทุนในคน โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาและบริบทของประเทศ อันจะทำให้ไทยไม่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคเทคโนโลยี แต่จะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตโลกใหม่ในยุค Next Reality

หากเราเริ่มวันนี้อย่างจริงจัง โอกาสจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป