หน้าแรก เศรษฐกิจ คำสั่งพิเศษท...

คำสั่งพิเศษทรัมป์ž ลดขาดดุลการค้า-สะเทือนส่งออกไทย พาณิชย์มือระวิงเฟ้นมาตรการสู้

10.04.17 | 13:35 น.

การส่งออกในช่วงต้นปีทำท่าจะไปได้สวย แต่จู่ๆ เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี (Executive Orders) 2 ฉบับ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และการเตรียมใช้มาตรการเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ

โดยฉบับแรกระบุถึงเรื่องรายงานการขาดดุลทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ ปี 2559 สหรัฐขาดดุลการค้าถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะต้องจัดทำรายงานเรื่องดังกล่าวส่งให้ประธานาธิบดีภายใน 90 วัน ซึ่งในตัวรายงานจะต้องระบุประเทศคู่ค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างมีนัยสำคัญด้วย รวมถึงสาเหตุที่ขาดดุล เช่น อัตราภาษีที่แตกต่างกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ส่วนฉบับที่ 2 กำหนดนโยบายว่าจะใช้มาตรการกับผู้นำเข้าที่หลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และการอุดหนุน (CVD) โดยผิดกฎหมาย และต้องจัดทำแผนปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วันเช่นกัน

คำสั่งดังกล่าวทำให้ไทยต้องทบทวนตัวเองว่าเข้าข่ายด้วยหรือไม่ และมีอะไรเพิ่มเติมที่จะกระทบกับไทยบ้าง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะสหรัฐเป็นคู่ค้าหลักที่สำคัญของไทย

๐ไทยได้ดุลการค้าต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากข้อมูลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปี 2559 มูลค่าการค้าของสองฝ่ายรวมกันอยู่ที่ 36,553 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.61% เทียบกับปี 2558 เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีน และญี่ปุ่นโดยไทยส่งออก 24,495 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.82% ไทยนำเข้า 12,058 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.03% ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 12,437 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.03% พิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออก สหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในขณะนี้ มีสัดส่วน 11.4%

สอดคล้องกับข้อมูลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอดกับสหรัฐ

Advertisement

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 4,893 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์ยาง 1,968 ล้านเหรียญสหรัฐ อัญมณีและเครื่องประดับ 1,259 ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ 1,049 ล้านเหรียญสหรัฐ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 887 ล้านเหรียญสหรัฐ และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 863 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมายังมีเครื่องนุ่งห่ม 849 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 766 ล้านเหรียญสหรัฐ แผงวงจรไฟฟ้า 701 ล้านเหรียญสหรัฐ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ 532 ล้านเหรียญสหรัฐ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง 428 ล้านเหรียญสหรัฐ

๐นายกฯสั่งสมคิด-วิษณุžดูแลค่าบาท-ทรัพย์สินทางปัญญา
เบื้องต้น นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวต้นเดือนเมษายน ว่า ในระยะสั้นเชื่อว่าไทยยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และยังคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ไว้ที่บวก 5% ส่วนผลกระทบระยะยาวคงต้องรอผลการหารือกับภาคเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ ก่อน

และในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางอภิรดีระบุว่า ต้องเตรียมการรับมือกับเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า เพราะเชื่อว่าสหรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าประเด็นที่อาจมีผลต่อการขาดดุลการค้าของสหรัฐมี 3 เรื่องคือ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การซื้ออาวุธ และการแทรกแซงค่าเงินบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเรื่องค่าเงินบาท และให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

แม้ว่าสหรัฐจะยังไม่ออกมาตรการที่ชัดเจน และผู้ที่เกี่ยวข้องในไทยระบุว่ายังไม่มีอะไร แต่จากการที่ภาครัฐไทยได้เตรียมท่าหามาตรการไว้รับมือแล้วนั้น เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ต้องการให้ตื่นตระหนกกัน ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีประเมินข้อมูลว่า หากสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทยในรูปแบบต่างๆ เช่น การขึ้นภาษีนำเข้า การกำหนดโควต้านำเข้า ซึ่งน่าจะจำกัดอยู่ในสินค้าที่สหรัฐขาดดุลกับไทยมากและมีการนำเข้าจากไทยเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าชนิดนั้นทั้งหมด เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สัตว์น้ำ ยางและล้อรถยนต์ เครื่องประดับและอัญมณี ผลไม้กระป๋อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน และยางธรรมชาติ สินค้าทั้งหมดดังกล่าวคิดเป็นมูลค่า 14,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.8% ของส่งออกไทยทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า มาตรการที่สหรัฐจะออกมานั้นยังไม่ได้ระบุประเทศชัดเจน แม้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ เป็นอันดับที่ 11 จาก 16 ประเทศ มูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าข่ายจะมีการทบทวนของสหรัฐ แต่มองว่าเป็นทุกประเทศ ไม่ได้กำหนดประเทศที่ชัดเจนเหมือนก่อนหน้านี้ที่สหรัฐดำเนินมาตรการกับจีน แคนาดา และเม็กซิโก ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐเป็นอันดับต้นๆ แต่ยอมรับว่ากรณีนี้ก็สร้างความกังวลให้กับไทย เพราะสหรัฐเป็นตลาดส่งออกหลัก
ของไทย

๐พาณิชย์เร่งหาทางรับมือ
พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการ สนค.ก็ได้ระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้มีการหารือกับภาคเอกชนส่งออกในกลุ่มสำคัญๆ แล้ว เช่น อาหาร อิเล็กทรอนิกส์บางตัว คาดว่าช่วงหลังสงกรานต์นี้จะมาร่วมพูดคุยกันอีกครั้งว่าตกลงเป็นอย่างไร ส่วนกลุ่มอัญมณีก็จะหารือกันในระยะต่อไป ซึ่งกระทรวงจะทำข้อมูลการลงทุนของบริษัทสหรัฐในไทย เพื่อให้เห็นภาพว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่ไทยได้ดุลการค้า และทำข้อมูลตัวเลขการค้าการส่งออกสินค้าบางตัว เวลามีการโต้แย้งจะได้ตอบคำถามของสหรัฐได้ ทำข้อมูลให้ลึก น่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลที่ตรงกันระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย

จากการประเมินเบื้องต้นคำสั่งพิเศษนั้นแม้จะไม่ได้พุ่งเป้าไปยังสินค้าตัวไหนเป็นการเฉพาะ แต่จะเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการบางอย่าง เช่น มาตรการ AD หรือการเก็บอากรเพื่อชดเชยการทุ่มตลาด (ขายของต่ำกว่าราคาทุน) และกลุ่มสินค้าที่อยู่ในรายงานการค้าระหว่างประเทศ (NTE) ของสหรัฐ ที่มีความกังวล เช่น การเปิดภาคบริการบางตัวที่ยังไม่มากพอ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่เชื่อว่าคงไม่กระทบการส่งออกของไทยทั้งหมด ซึ่งในเรื่อง AD ที่ผ่านมาสหรัฐก็เคยเก็บกับเอกชนไทยมาแล้ว เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนท่อสแตนเลส ข้อต่อท่อเหล็ก ท่อเหล็กลวดแรงดึงสูง ถุงพลาสติกหิ้ว และกุ้งแช่แข็ง

“ตอนนี้ต้องรอดูว่าสหรัฐจะมีแนวทางไหนออกมาบ้าง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ในขณะนี้ไทยเองก็ต้องวางแผนตั้งรับเตรียมไว้บ้างในแต่ละสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ไทยมีเวลาเตรียมตัว 3 เดือน อยู่ในขั้นเตรียมการ แต่ไม่ถึงกับต้องตื่นเต้นตกใจ”Ž น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

ด้านภาคเอกชน นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า หากสหรัฐยกประเด็นเรื่องปัญหาแรงงาน ปัญหาการประมง และเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไทยยังแก้ได้ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลขึ้นมาใช้ อาจกระทบต่อการนำเข้าในรายสินค้าได้ อย่างไรก็ดี ปีนี้มีหลายปัจจัยสำคัญที่อาจจะกระทบส่งออกไทย นอกเหนือจากความไม่ชัดเจนและไม่เป็นรูปธรรมของนโยบายของสหรัฐ เช่น การแข็งค่าของเงินบาท กระบวนการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิท)

แม้ขณะนี้จะยังเห็นภาพสถานการณ์การส่งออกไทยในช่วงที่เหลือจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ผลจากปัจจัยท้าทายที่เริ่มจะมีมากขึ้นในขณะนี้ ขณะที่ภาครัฐไทยกำลังเตรียมการเพื่อตั้งรับจากสมมุติฐานนั้น ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วการส่งออกไทยจะกระเทือน
สักปานใด

หรืออาจจะต้องปรับลดเป้าหมายการเติบโตที่ 5% ลงหรือไม่ ต้องจับตาต่อไปอย่าได้กะพริบ!