ปลา – ไอเบอรี่ เผยกลยุทธ์พลิกวิกฤตโควิด สู่โอกาสครองตลาดร้านอาหาร 15 แบรนด์
ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ เจ้าของและผู้ก่อตั้งเครือ iberry group ผู้บริหารร้านอาหาร 15 แบรนด์ กล่าวในงาน “PRACHACHAT EXCLUSIVE FORUM 2025 คน…พลิกวิกฤต” ช่วงเสวนาพิเศษ “อภิ-ปลากฏการณ์” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึง แนวคิดการพาธุรกิจร้านอาหารฝ่าวิกฤติต่าง ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในเครือธุรกิจอาหารใหญ่ที่มีถึง 15 แบรนด์ว่า หนึ่งในวิกฤตที่เป็นบทเรียนสำคัญและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เครือ iberry group คือ การระบาดของโรคโควิด-19
ปลา-อัจฉรา กล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ถือเป็นบททดสอบยิ่งใหญ่ และได้ให้บทเรียนสำคัญไม่เพียงการประคองธุรกิจที่มีพนักงานกว่า 500 คน และสาขาส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้าให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติมาได้ แต่ยังรวมถึงการทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าก่อนเผชิญวิกฤตด้วย สะท้อนจากยอดขายซึ่งก่อนวิกฤตโควิดอยู่ที่ประมาณ 1,100 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเติบโตเป็น 4,400 ล้านบาทแล้ว โดยในการรับมือวิกฤตนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ เวลา แบรนด์ที่ขยับตัวเร็วลุกขึ้นมาทำสิ่งต่าง ๆ ก่อน ตลาดจะจดจำแบรนด์ได้ รวมถึงยังเป็น case study ให้กับเพื่อน ๆ ในวงการว่า แม้จะเป็นแบรนด์ที่มีพนักงานจำนวนมาก ยังตัดสินใจสู้กับวิกฤต
ทั้งนี้การจะขยับตัวได้เร็วนั้น จะต้องเริ่มจากการตั้งสติวิเคราะห์หาจุดแข็งและแก่นของธุรกิจ วิเคราะห์ให้ออกปัญหา จากนั้นจึงแก้ปัญหาไปที่ละขั้น โดยโฟกัสเรื่องที่ถนัด เช่น ทำรสชาติให้อร่อย ทำให้คนนึกถึงในช่วงอยากทานอาหาร เป็นต้น โดยต้องไม่ยอมแพ้ ซึ่งการรับมือวิฤตโควิดฯ ด้วยแนวทางนี้ทำให้เครือ iberry group กล้าออกจาก comfort zone หรือพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง และทำหลายสิ่งที่ยุคนั้นไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงได้เห็นโอกาสในวิกฤตไม่ว่าจะเป็น การทำเดลิเวอรี่และสร้างแบรนด์เจริญแกงขายข้าวแกงกล่องละ 100-120 บาท จนมีรายได้พอจ่ายเงินเดือนพนักงานหลายร้อยคน, การออกสู่ทำเลห้างสรรพสินค้ามาทำสแตนอโลนที่ดึงดูดลูกค้าด้วยตัวเองไม่พึงพาทราฟฟิคห้างอย่างเดียว, ส่วนในห้างก็สปีดรายได้ด้วยการนำ 5 – 7 แบรนด์เข้าไปเปิดด้วยกัน, การร่วมมือกับเซเว่นอีเลฟเว่นทำข้าวกล่อง, การทำคราวน์คิชเช่น ฯลฯ
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงสามารถรับมือวิกฤตโควิดฯ แต่หลายสิ่งที่ทำให้ช่วงโควิดกลายเป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญ เช่น แบรนด์เจริญแกงที่จับฐานลูกค้าพนักงานออฟฟิศได้เหนียวแน่น รวมถึงเป็นเครื่องมือให้เครือสามารถนำมารับมือสถานการณ์และวิกฤตต่าง ๆ ในอนาคตได้ด้วย
อัจฉรา ย้ำว่า นอกจากยุทธศาสตร์การรับมือวิกฤตแล้ว ทีมพนักงานและพาร์ทเนอร์ยังเป็นอีกปัจจัยของความสำเร็จ เพราะธุรกิจอาหารทีมงานคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้จะมีแม่ทัพที่สามารถตัดสินใจเลือกสินค้าได้แม่นยำ สร้างแบรนด์ได้เก่ง แต่หากไม่มีทีมพนักงาน, พาร์ทเนอร์ที่เป็นมิตรแท้ และระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยธุรกิจต้องจริงใจกับพนักงาน ให้เครดิตความสำเร็จและให้ผลตอบแทนที่แฟร์ ซึ่งจะทำให้องค์กรยิ่งแข็งแรง สามารถเดินหน้าไปด้วยกันโดยไม่สูญเสียบุคลากรศักยภาพสูงให้กับคู่แข่ง

