กกพ. กาง 3 แผนจัดหาแอลเอ็นจี รองรับสู้รบตะวันออกกลาง ยันเพียงพอผลิตไฟ-อุต
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษd กกพ. เปิดเผยว่าที่ประชุม กกพ. ได้พิจารณาสถานการณ์การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ในช่วงระหว่างวันที่ 13-24 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้ส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมัน และ LNG ในตลาดโลกเกิดความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแนวทางการบริหารความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซ และ LNG เพื่อให้สามารถจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ก๊าซในภาคไฟฟ้าและอุตสาหกรรมของประเทศ
“ขณะนี้ กกพ. ได้มีการติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการส่งมอบ LNG ของ Shipper ทุกรายอย่างใกล้ชิด โดยให้ Shipper ทุกรายในกลุ่ม Regulated Market รายงานข้อมูลสถานการณ์ส่งมอบ LNG รวมถึงแผนการส่งมอบ LNG โดยเฉพาะ LNG Supply ที่มาจากประเทศกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบื้องต้นสรุปได้ว่า Shipper ทุกรายมีการติดตามสถานการณ์ร่วมกับผู้ขายอย่างใกล้ชิด และปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งมอบ LNG แต่อย่างใด”
โดย กกพ. ได้มีการหารือแนวทางรองรับกรณีที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซและไม่สามารถรับ LNG จากประเทศกาตาร์ไว้ ดังนี้ 1.เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมขาติทางท่อจากอ่าวไทย รวมถึงแหล่ง JDA และเมียนมา โดยเพิ่มการเรียกรับก๊าซ การบริหาร จัดการปริมาณก๊าซส่วนเพิ่มตามความยืดหยุ่นของสัญญา (Swing Gas) ให้เต็มศักยภาพ 2.จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวแบบรายเที่ยวเรือ (Spot LNG) ส่วนเพิ่มจากซัพพลายเออร์ โดยขอให้ Shipper ทุกรายไปหารือคู่ค้า LNG ของตนเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับเหตุฉุกเฉิน
และ 3.กรณีที่ไม่สามารถจัดหา Spot LNG เพิ่มเติมได้เพียงพอ หรือ กรณีที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วย Spot LNG สูงกว่าการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมัน ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า อาจมีการพิจารณาสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมัน จึงขอให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบศักยภาพในการจัดส่งน้ำมันและปริมาณความต้องการน้ำมันของโรงไฟฟ้าที่เป็นคู่สัญญาควบคู่ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม กกพ.ยืนยันว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวคงคลัง (LNG Inventory) ของประเทศอยู่ในระดับสูง และแผนการส่งมอบ LNG จาก Shipper ทุกรายพบว่ายังไม่มีผลกระทบ แต่ กกพ. จะยังเฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการรองรับความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศ

