บิ๊กธุรกิจ เปิดสเปครัฐบาลใหม่ ต้องเชี่ยวชาญเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ เจรจาการค้าเก่ง
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ในช่วงต้นปีเห็นสัญญาณบวกมาก โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งภาครัฐวางไว้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามา 39 ล้านคน เท่ากับปีก่อนโควิด-19 แต่หลังมีหลายปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ว่ากรณีที่ ซิงซิง หายตัวไป ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง 30% ยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว ภาษีสหรัฐ สงครามรัสเซียกับยูเครน ตามมาด้วยสงครามตะวันออกกลาง และความขัดแย้งชายแดนไทยกับกัมพูชา จึงไม่เอื้อต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวม และมีการปรับลดจีดีพีลงเติบโตไม่ถึง 2% จึงทำให้มีความกังวลในครึ่งหลังและทำให้ต้องมีการปรับทิศทางรัดเข็มขัด ดูแลต้นทุน การลงทุน โดยต้องพยายามช่วยตัวเองมากขึ้น เช่น นโยบายเที่ยวไทยคนละครึ่งที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การเมืองที่อ่อนไหวและมีการพูดถึงกันว่าอาจจะนำไปสู่การยุบสภาหรือผู้นำลาออกนั้น ถ้าเกิดขึ้นจริงต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน อย่างไรก็ตาม มุมของเอกชนไม่ว่าการเมืองจะเกิดสุญญากาศหรือไม่ เอกชนยังทำเต็มที่ในส่วนของที่เราทำได้ และต้องเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป
“ถามว่าถ้ามีการยุบสภาจริงจะทำให้เศรษฐกิจชะงักหรือไม่ เราเคยเจอหนักกว่านี้ ก็ถือว่าเป็นการรีเซต ถ้ายุบด้วยการมีเหตุและผล และคนใหม่ที่เข้ามาสามารถดูแลประเทศอย่างต่อเนื่องได้ถือเป็นเรื่องปกติ หากเศรษฐกิจสะดุดก็ยังสามารถกลับมาใหม่ได้ ซึ่งบางอย่างไม่ต้องวิ่งเร็วตลอดเวลา หยุดแล้วเพื่อที่จะเดินไปข้างหน้าอาจจะเร็วกว่าเดิมก็ได้ ในมุมเอกชนจึงต้องเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้า” นางศุภจีกล่าว
เมื่อถามว่า คุณสมบัติของผู้นำรัฐบาลควรจะเป็นแบบไหน นางศุภจีกล่าวว่า ต้องเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากปัญหาหลักของประเทศไทยในวันนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจภาพรวมในทุกเซ็กเตอร์ ผู้นำต้องมีเรื่องของเศรษฐกิจเป็นตัวชู และความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศก็สำคัญมาก ไม่ว่าทั้งสหรัฐและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น หากเจรากับสหรัฐไม่ได้อย่างที่หวังไว้ก็ต้องไปเจรจาหาตลาดอื่นแทนได้ ดังนั้น ผู้นำจึงต้องมีความสามารถในการเจรจาการค้าและต้องมีความต่อยอดและต่อเนื่องในการชักชวนคนมาลงทุน ไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อสร้างเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจและต้องมีการร่วมมือกันทั้งรัฐบาล
“เชื่อว่าสเปคที่กล่าวมานี้มีอยู่จริงและเชื่อว่าถ้าเป็นคนดีและมีความตั้งใจทำให้ประเทศเดินหน้าไปข้างหน้าได้ คิดว่าจะเป็นใครก็ได้” นางศุภจีกล่าว
นางศุภจีกล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการต้องพยายามทำเท่าที่ทำได้ เช่น ไม่พึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เน้นการทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้อยู่นานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น โดยจับตลาดแบบพุ่งเป้า เช่น เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เวลเนส เป็นต้น อีกเรื่องคือหาพันธมิตรที่ทำให้การประกอบการดีขึ้น เช่น ร่วมกับหลายภาคส่วน จัดนิทรรศการหรือไมซ์ เพื่อให้มีทราฟฟิคเข้ามามากขึ้น
“ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องมีคือความต่อเนื่องและความเชื่อมั่น แต่ถ้าฟอร์มรัฐบาลใหม่ขึ้นมา ทำให้มีความเชื่อมั่น เดินหน้านโยบายต่อเนื่องได้จะช่วยได้มากขึ้น” นางศุภจีกล่าว
นางศุภจียังกล่าวถึงแคนดิเดตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ว่าทั้ง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินธปท. ถือว่าดีทั้งคู่

