พณ.คาดอานิสงส์งบ1.57แสนล้าน กระตุ้นผุดธุรกิจรับงานรัฐโต สวนกระแสศก.ซบเซา กรมพัฒนาธุรกิจ คาดยอดบริษัทเปิดใหม่ปี68 แตะ9หมื่นราย
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การตั้งธุรกิจใหม่เดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวน 6,667 ราย ลดลง 832 ราย หรือลด 11.09% จากเดือนพฤษภาคมปีก่อน แต่เพิ่ม 5.4% จากเดือนเมษายนปีนี้ มีทุนจดทะเบียนรวม 18,965 ล้านบาท ลดลง 2,923 ล้านบาท หรือลด 13.35% เทียบเดือนพฤษภาคม 2567 โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร โดยมีธุรกิจมีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท 1 ราย คือ บริษัท ภูเก็ต อาร์บีวัน จำกัด ประกอบกิจการโรงแรม มูลค่า 1,062 ล้านบาท ส่งผลให้การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 เดือนแรก มี 36,815 ราย ลดลง 2,217 ราย หรือ 5.68 เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มีทุนจดทะเบียน 131,027 ล้านบาท เพิ่ม 11.89%
สำหรับการจดทะเบียนเลิกกิจการเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวน 855 ราย ลดลง 149 ราย หรือลด 14.84% เทียบกับเดือนพฤษภาคมปีก่อน และมีทุนจดทะเบียนเลิก 4,150 ล้านบาท ลดลง 92.43% มีบริษัทที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงเลิกประกอบกิจการ 2 ราย มูลค่าทุนรวม 50,477.75 ล้านบาท สำหรับประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไปธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่งผลให้จดทะเบียนเลิก 5 เดือนปี 2568 มี 4,776 ราย เพิ่ม 153 ราย หรือเพิ่ม 3.31% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 20,140 ล้านบาท ลดลง 51,704 ล้านบาท หรือลด 71.97% โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด คือธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 232 ราย ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ทั้งนี้ ช่วง 5 เดือนแรก มีนิติบุคคลเลิกประกอบกิจการมีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย รวมทุน 4,128 ล้านบาท
นางอรมนกล่าวว่า ภาพรวมแม้ตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ลดลง 5.68% แต่มูลค่าลงทุนเพิ่มถึง 11.89% จากการจดธุรกิจโฮลดิ้ง การผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม และการผลิตโซ่ ลวดสปริง สลักเกลียว เป็นต้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และห้องชุด การขายส่งสินค้าทั่วไป และการขนส่งและขนถ่ายสินค้า เป็นธุรกิจโตได้ดี ซึ่งได้รับอานิสงส์จากนโยบาย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล การขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และการที่กลุ่มธุรกิจต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยบริหารจัดการและวางกลยุทธ์ของธุรกิจ เป็นต้น
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ทั้งจำนวนการจัดตั้ง และมูลค่าการลงทุนชะลอตัว เช่น ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร ขายปลีกทางอินเตอร์เน็ต ตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เนื่องมาจากผลกระทบของกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงจากนโยบายการรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ การชะลอตัวของการซื้อของชาวต่างชาติจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ตลอดจนการแข่งขันที่สูงขึ้นของผู้เล่นในตลาดขายปลีกทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
นางอรมนกล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงเรื่องต่างๆ อาทิ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก มาตรการทางการค้าและการขึ้นภาษีของสหรัฐ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นต้น
“จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568 การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินงบประมาณ มาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยว มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เอสเอ็มอี และการเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบ 1.57 แสนล้านบาท จะเป็นตัวเร่งการจัดตั้งบริษัทรับจ้างเพื่อรองรับงานต่างๆ โดยเฉพาะงานโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม และช่วยคงจำนวนและมูลค่าการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจทั้งปี 2568 ให้สามารถเติบโตได้ใกล้เคียงเป้าหมาย 90,000 ราย จากปีก่อน 87,596 ราย“ นางอรมนกล่าว


