พณ.เผยปิดด่านไทย-กัมพูชา 6 เดือนหลังปีนี้ 2 ฝ่ายสูญเสียการค้าแตะ 8 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยการค้าชายแดนและผ่านแดนไทยกับกัมพูชาว่า หากสถานการณ์ปิดด่านยืดเยื้อจะมีผลกระทบทั้งส่งออกและนำเข้า โดยอ้างอิงตัวเลขปี 2567 ซึ่งมีมูลค่ารวม 174,530 ล้านบาท และขยายตัว 7.9 % หรือเฉลี่ยประมาณ 14,544 ล้านบาทต่อเดือน แยกเป็น ไทยส่งออก 141,847 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 11,821 ล้านบาทต่อเดือน ไทยการนำเข้า 32,684 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 2,724 ล้านบาทต่อเดือน
นางอารดากล่าวว่า 5 เดือนแรก 2568 ค้าชายแดนไทยกับกัมพูชา มีมูลค่า 80,723 ล้านบาท ขยายตัว 11.2% หากมีการปิดด่านต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2568 ที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา เท่ากับจะหายไปประมาณ 11,821 ล้านบาทต่อเดือน รวมถึงสิ้นปีนี้จะหายไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ไทยจะนำเข้าจากกัมพูชาประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท รวมในช่วง 6 เดือนหลังปีนี้ ส่วนใหญ่ไทยนำเข้าเป็นสินค้ามันสำปะหลังกับเศษโลหะ เท่ากับการค้า 2 ฝ่ายหายไปประมาณ 8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อลดปัญหาสินค้าที่ไม่อาจำนเข้าจากกัมพูชาได้ก็จะนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นแทน เช่น ลาว มาเลเซีย เมียนมา หรือเส้นทางการบิน ตรงกันข้ามได้ออกมาตรการและดึงความร่วมมือภาคเอกชนในการเร่งหาตลาดส่งออกและกระจายสินค้าที่ไม่อาจส่งออกไปกัมพูชาได้ ซึ่งหลักๆ เช่น ผัก-ผลไม้ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น

“จากปัญหาปิดด่านไทย-กัมพูชา เบื้องต้นมองสถานการณ์แย่สุดคือส่งออกไปกัมพูชาจะหายไปประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่เราก็ยังเสริมการค้ากับ 3 ประเทศชายแดนติดไทยและประเทศที่สามให้มากขึ้นผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งประเมินเบื้องต้นการค้าชายแดนผ่านแดนทั้งปี 2568 จะต่ำกว่าเป้าหมายที่จะเติบโต 3-3.2% หรือมูลค่ารวม 1.87 ล้านล้านบาท จากปีก่อนทำไว้ 1.8 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 1% เหลือโตกว่า 1-2% และต้องเร่งจัดทำแผนผลักดันการค้าชายแดนผ่านแดนใหม่ที่กำหนดว่าในปี 3 ปีจากนี้จะเพิ่มมูลค่าให้ถึง 2 ล้านล้านบาท หรือโตปีละ 3% และปรับให้สอดคล้องกับนโยบายภาษีทรัมป์ด้วย” นางอารดากล่าว
นางอารดากล่าวต่อว่า โดยภาพรวม 5 เดือนแรกปี 2568 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 833,171 ล้านบาท บวก 11.0% แยกเป็นการส่งออก 480,834 ล้านบาท บวก 9.8% การนำเข้า 352,337 ล้านบาท บวก 12.8% โดยไทยได้ดุลการค้า 128,497 ล้านบาท เฉพาะเดือนพฤษภาคม การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่าการค้ารวม 200,773 ล้านบาท ขยายตัว 13.9% แยกเป็น การส่งออก 128,155 ล้านบาท บวก 15.1% และการนำเข้า 72,618 ล้านบาท บวก 11.8% โดยไทยได้ดุลการค้า 55,537 ล้านบาท
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 85,625 ล้านบาท ลบ 2.1% เป็นการส่งออก 54,745 ล้านบาท ลบ 2.3% การนำเข้า 30,880 ล้านบาท ลบ 1.7% และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้ง 23,866 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ มาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 28,557 ล้านบาท บวก 4.2% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,953 ล้านบาท ลบ 5.7% เมียนมา 17,005 ล้านบาท ลบ 13.3% และกัมพูชา 16,110 ล้านบาท บวก 7.0% ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญเดือนพฤษภาคม 2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,949 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,545 ล้านบาท และเครื่องดื่มอื่น ๆ (เช่น นม UHT นมถั่วเหลือง) 1,472 ล้านบาท ทำให้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 429,657 ล้านบาท (+3.7%) เป็นการส่งออก 261,042 ล้านบาท (+1.4%) และการนำเข้า 168,616 ล้านบาท (+7.6%)

ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 115,148 ล้านบาท (+29.6%) เป็นการส่งออก 73,410 ล้านบาท (+32.8%) และการนำเข้า 41,739 ล้านบาท (+24.4%) โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 77,314 ล้านบาท (+33.7%) รองลงมาคือสิงคโปร์และเวียดนาม มีมูลค่า 14,106 ล้านบาท (+46.7%) และ 7,471 ล้านบาท (+3.3%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนพฤษภาคม 2568 ได้แก่ ทุเรียนสด 30,145 ล้านบาท ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 13,172 ล้านบาท และมังคุดสด 4,088 ล้านบาท ทำให้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 403,513 ล้านบาท (+20.0%) เป็นการส่งออก 219,792 ล้านบาท (+21.6%) และการนำเข้า 183,721 ล้านบาท (+18.1%)
การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในเดือนพฤษภาคม 2568 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกผ่านแดนไปจีนขยายตัวสูงถึง 38.7% จากความต้องการผลไม้ของจีนที่สูงขึ้นต้อนรับฤดูกาลผลไม้ เช่น ทุเรียนสด 30,145 ล้านบาท (+23.6%) มังคุดสด 3,776 ล้านบาท (+9.6%) ขณะที่การส่งออกผ่านแดนกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 13,172 ล้านบาท (+87.4%) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่นๆ 2,738 ล้านบาท (+91.7%) และแผงวงจรไฟฟ้า 1,637 ล้านบาท (+126.6%) ยังคงขยายตัวสูง ด้านการค้าชายแดนในเดือนพฤษภาคม 2568 หดตัว -2.1% และการส่งออกชายแดนหดตัว -2.3% เป็นผลมาจากการค้าชายแดนด้าน สปป.ลาว และด้านเมียนมา ที่หดตัว -5.7% และ -13.3% ตามลำดับ
โดยการส่งออกชายแดนไป สปป.ลาว หดตัว -10.7% จากสินค้าพลังงาน ได้แก่ น้ำมันดีเซล และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ ที่มูลค่าการส่งออกลดลง -6.8% และ -13.2% ตามลำดับ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม การส่งออกในเชิงปริมาณของน้ำมันดีเซล และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ ไป สปป.ลาว ยังขยายตัว +27.7% และ +12.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกชายแดนไปเมียนมาลดลง -5.0% เป็นผลมาจากมาตรการ 3 ตัด ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กรณีการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และสัญญาณโทรคมนาคม รวมถึงมาตรการควบคุมและขอความร่วมมือในการงดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ เครื่องมือสื่อสาร โดยมูลค่าการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ) ลดลง 84.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายหลังจากฝ่ายความมั่นคงได้ประกาศได้ประกาศมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และด่านศุลการชายแดนไทย-กัมพูชา รวบรวมข้อมูลรายงานกระทรวงให้ทราบเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนเข้าร่วมประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวง โดยรายงานความพร้อมของกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยเหลือ ระบายสินค้าผักและผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งห้ามนำเข้าของกัมพูชา และการติดตามสถานการณ์ผลกระทบผ่านเครือข่ายของกระทรวงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการหารือร่วมกับภาคเอกชนเตรียมความพร้อมรองรับในการหาทางเลือกขนส่งสินค้าด้วยช่องทางอื่นๆ นอกจากช่องทางชายแดน เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจให้กับประชาชน ด้านการกระตุ้นเศรษกิจการค้าชายแดนและผ่านแดน กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าการทำงานเชิงรุกตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 จะลุยจัดกิจกรรมมหกรรมการค้าชายแดน 3 งาน
โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ลานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ลานน้ำพุพญานาค) จ.หนองคาย ระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม 2568 ก่อนเดินทางลงใต้ ณ จ.สตูล ระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม 2568 และสุดท้ายปลายเดือนขึ้นเหนือ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 22-28 กรกฎาคม



