อีกก้าวสำคัญในปี 2568 คือโฉมหน้าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ คนใหม่
ซึ่งกระบวนการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ คนที่ 22 ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศชื่อเร็วๆ นี้
โดยแบงก์ชาติถือเป็นองค์กรอิสระของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่เปรียบเสมือนหัวใจเศรษฐกิจ ดังนั้น การเลือกผู้ว่าการคนใหม่จึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก
ปัจจุบันผู้ว่าการแบงก์ชาติ คนที่ 21 คือ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นและประสบการณ์รอบด้าน ซึ่ง ดร.เศรษฐพุฒิขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 และจะครบวาระวันที่ 30 กันยายน 2568
⦁ย้อนรอยแรงกดดันทางการเมือง
อย่างไรก็ดี แม้แบงก์ชาติจะเป็นอิสระแต่ก็เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องมีการประสานงานกันโดยเฉพาะกับกระทรวงการคลัง ย้อนไปช่วงรัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นบริหารประเทศ เกิดกระแสการแสดงจุดยืนที่แตกต่างกันของ “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลังกับ ดร.เศรษฐพุฒิ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ในขณะนั้นรัฐบาลมองว่าดอกเบี้ยสูงเกินไป แต่แบงก์ชาติ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) กลับยังมีมติคงดอกเบี้ย ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟากแบงก์ชาติก็ไม่เห็นด้วยกับการแจกเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ให้กับทุกคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป
ส่งผลให้เกมการเมืองก็ได้เข้าไปอยู่ในการสรรหาประธานกรรมการ (บอร์ด) แบงก์ชาติด้วย จนกระบวนการสรรหาล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย โดยมติแรก เลือก ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง แต่ติดคุณสมบัติเรื่องที่เป็น หรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ต้องเลือกคนใหม่ จนได้ข้อสรุปเป็น นายสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
⦁สองมุมมองต่อเศรษฐกิจของว่าที่ผู้ว่าการคนใหม่
สำหรับการคัดเลือกผู้ว่าการแบงก์ชาติคนที่ 22 นั้นได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการแบงก์ชาติได้คัดเลือก 2 รายชื่อ ได้แก่ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วเรียบร้อย ซึ่งกระบวนการนั้นถือว่าสำเร็จก่อนกำหนด คือ 2 กรกฎาคม
ปัจจุบันจึงเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะเลือกจาก 1 ใน 2 รายชื่อนี้ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
สำหรับวิสัยทัศน์ของ 2 ผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกนั้น
เริ่มจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน และอาจจะซึมยาว หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจะทำให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ในระดับต่ำมาก อาจเห็นตัวเลขเพียง 1% ปลายๆ เท่านั้น
สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยมีปัญหาพื้นฐานที่ซับซ้อน เช่น ปัญหาการศึกษาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และสังคมสูงวัย ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตของประเทศ
เครื่องยนต์ขับเคลื่อนอ่อนแอ: เครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยว กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพียง 35 ล้านคน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโต ขณะที่การส่งออกซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นหลักก็เผชิญกับความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและกระบวนการทางกฎหมายในสหรัฐ ทำให้สถานการณ์อาจลากยาวไปจนถึงต้นปี 2569
ผลกระทบจากการเมือง: ประเด็นทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดขึ้นเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความสนใจของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง สิ่งนี้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง ตลาดหุ้นตกต่ำ และนักลงทุนชะลอการลงทุน จากเดิมที่ไม่ได้ลงทุนอยู่แล้วก็จะยิ่งไม่ลงทุนเพิ่ม ทำให้เศรษฐกิจยิ่งเข้าสู่ภาวะ “ซึมยาวๆ” อย่างไร้ทิศทาง
ดังนั้น ทางออกในมุมมองของนายวิทัยคือ การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการเดียว แต่ต้องอาศัย “จิ๊กซอว์ที่เชื่อมต่อกัน” และมาตรการที่หลากหลายซึ่งส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยเน้นย้ำถึง “การประสานงานนโยบาย หรือ Policy Coordination” ระหว่างนโยบายการเงิน การคลัง และการดำเนินงานของแบงก์รัฐ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการใช้นโยบายแบบต่างคนต่างทำจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม นายวิทัยชี้ว่าปัจจุบันยังขาดเจ้าภาพ ไม่มีคนนำ หรือมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทำให้การแก้ไขปัญหายังไม่เกิดขึ้น
สำหรับบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายวิทัยเสนอว่า ธปท.ควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริม “การเติบโต (Growth) ของเศรษฐกิจในระยะยาว” มากขึ้น นอกเหนือจากการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความแข็งแกร่งของระบบการเงินที่ ธปท.ทำได้ดีอยู่แล้วเพราะหากเศรษฐกิจไม่เติบโต รายได้ของประชาชนก็จะไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาอื่นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และหนี้ครัวเรือน เป็นไปได้ยาก
นายวิทัยยังได้เสนอ 3 แนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน คือ
เศรษฐกิจต้องเติบโตและรายได้ของประชาชนต้องเพิ่มขึ้น: เพื่อลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP โดยอัตโนมัติ
สถาบันการเงินต้องลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้องกับการลดลงของดอกเบี้ยนโยบาย: เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ปรับขึ้นตามอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้กลับปรับลดลงช้าและน้อยกว่ามาก ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินที่ยังไม่ดีพอ จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น
ควรมีมาตรการโอนหนี้เสียที่มีการตั้งสำรองไว้หมดแล้วไปยังหน่วยงานใหม่: เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อบริหารจัดการต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่มุมมองจาก ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ได้ฉายภาพบทบาทสำคัญของผู้ว่าการ ธปท.ที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างน้อย 3-4 เรื่อง เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าฟันความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต
การนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพายุและการรักษาเสถียรภาพระยะสั้น: สิ่งสำคัญที่สุดในระยะสั้นคือ การนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นช่วงที่เผชิญกับปัจจัยลบมากมาย โดยมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพโดยรวม ไม่ให้ประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบหนักจนยืนไม่อยู่ นอกจากนี้ ธปท.ยังต้องระมัดระวังไม่ให้เกิด “Credit Downgrade” และการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.จะต้องอธิบายได้อย่างชัดเจนและโปร่งใสเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร
การสานต่อ “ภูมิทัศน์ใหม่การเงินไทย” เพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียม:เป้าหมายระยะกลางคือ การสร้าง “ภูมิทัศน์ใหม่การเงินไทย” เพื่อให้ภาคการเงินตอบโจทย์สังคมมากขึ้น แก้ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงินและต้นทุนที่แพงเกินไป ผ่านแนวคิด “3 Open” ที่เป็นหัวใจสำคัญ ได้แก่ Open Data (การทำให้ข้อมูลไหลเวียนมากขึ้น), Open Infrastructure (การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงเท่าเทียม), และ Open Competition (การเปิดเวทีให้ผู้เล่นใหม่ เช่น Virtual Bank และเพิ่มบทบาทของ “นอนแบงก์” ผ่านการแก้ไขกฎระเบียบ) การทำภูมิทัศน์การเงินใหม่นี้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อลดปัญหาที่ว่าธนาคารมีกำไรสูงเกินไปเพราะการแข่งขันน้อยเกินไป
การสร้างการเติบโตใหม่ (Growth Engine) และ Ease of Doing Business: โจทย์ข้อที่สามคือ การที่ประเทศไทยต้องมีการเติบโตใหม่ (Growth Engine) และ ธปท.ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐก็ต้องมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ หน้าที่หลักของ ธปท.คือการรักษา เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค (Macro Stability) ควบคู่ไปกับการสนับสนุน ความยากง่ายของการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และการพิจารณาขอบเขตการทำธุรกิจให้มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ธปท.ยังต้องการผลักดันระบบการชำระเงินของไทยให้มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น มีความทนทาน ปลอดภัย และเอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ
การเชื่อมการประสานงาน “ธปท.-คลัง” และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง: ดร.รุ่งกล่าวถึงการประสานงานระหว่าง ธปท.กับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ซึ่งดูเหมือน “เหินห่าง” จากภายนอก แต่ในความเป็นจริงมีการประสานงานกัน สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือการ “พูดคุยบ่อยขึ้น เร็วขึ้น และเงียบๆ ไม่ต้องผ่านสื่อ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และควรส่งเสริมให้คนในองค์กรมีโอกาสพูดคุยกับหน่วยงานอื่นมากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างกัน
ดร.รุ่งอธิบายถึง “อิสระ” ของธนาคารกลาง ว่าคืออิสระในการตัดสินใจที่มองเศรษฐกิจในระยะยาวกว่า และไม่ถูกกำหนดโดยวัฏจักรของการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ในวังวนของ “ระยะสั้น” แม้ว่า ธปท.จะเป็น “กองหลัง” ที่ดูแลเสถียรภาพ แต่ในภาวะไม่ปกติก็จำเป็นต้องสนับสนุน “กองหน้า” (รัฐบาล) ในลักษณะที่ Active มากขึ้น โดยต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างกัน และ “โค้ช” (ผู้นำด้านเศรษฐกิจ) ต้องเป็นผู้ประสานงานให้ผู้เล่นทุกคนเข้าใจบทบาทของตนเอง
ดร.รุ่งย้ำว่า ธปท.ยังคงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน และการทำงานของธนาคารกลางต้องอธิบายได้ และสื่อสารให้คนเข้าใจถึงเหตุผลในการตัดสินใจ ดร.รุ่งอยากเห็น ธปท. “ยื่นมือ” ให้มากขึ้น เร็วขึ้น บ่อยขึ้น และให้กับคนจำนวนมากขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยไม่กลัวที่จะรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพราะการรับฟังจากผู้ที่อยู่ในโลกธุรกิจจริงจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
⦁นักวิชาการขอ‘ไม่หวั่นไหวทางการเมือง’
สำหรับมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุถึงบทบาทและวิสัยทัศน์ที่สำคัญของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนี้จะต้องมีคุณสมบัติและวิสัยทัศน์ ดังนี้
– มีความรู้ทางการเงินและการคลังไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ต้องครอบคลุมระดับโลกด้วย
– มีความเข้าใจด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก
– ยืนหยัดบน “หลักการ” ไม่หวั่นไหวต่อแรงเสียดทานทางการเมือง
– การสื่อสารที่แม่นยำ เพื่อป้องกันการตีความผิดพลาดและสร้างความเชื่อมั่นในตลาด
– มีความเป็นอิสระและความกล้าหาญ สามารถถ่วงดุลรัฐบาลได้
– ความเข้มแข็งแต่ยืดหยุ่น สามารถรักษาจุดยืนท่ามกลางกระแสการเมืองที่รุนแรง
ดร.สมชายระบุว่า สิ่งสำคัญคือความอิสระ และความกล้ายืนหยัดในหลักการ เพราะหากธนาคารกลางทำงาน “ราบรื่นกับรัฐบาล” จนเกินไป อาจไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว แม้การร่วมมือกับรัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากนโยบายไม่สอดคล้องกัน ธปท.ต้องมีความเข้มแข็งในการถ่วงดุล เพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและเน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว
อีกส่วนคือการช่วยกันผลักดัน “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ควบคู่กับ “เสถียรภาพทางการเงิน” และ “การกระจายรายได้” ซึ่งเป็น 3 เป้าหมายร่วมของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ทั้งสามเป้านี้มักขัดแย้งกันในทางปฏิบัติ เช่น การเร่งการเติบโตอาจทำให้เสียเสถียรภาพ หรือการยึดติดกับเสถียรภาพมากเกินไปก็อาจไม่เกิดการเติบโต ดังนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ต้องบริหารจัดการความพอดี และไม่เห็นด้วยกับการเน้นการเติบโตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบเข้าสู่ภาวะเสี่ยง
ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ผู้ว่าการ ธปท.ควรรักษาสมดุลในการมองภาพเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวไปพร้อมกัน โดยเน้นว่าการควบคุมเงินเฟ้อในระยะยาวเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากระยะสั้นไม่ดีพอ ประชาชนก็อาจเผชิญความเดือดร้อนจนทนไม่ไหว
นอกจากนี้ นโยบายการเงินต้องพิจารณาผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย และควรตั้งอยู่บน “หลักวิชาการที่มั่นคง” เพื่อลดความเสี่ยงจากอคติทางการเมือง ผู้ว่าการ ธปท.ควรยืนอยู่ในตำแหน่งที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางนักการเมืองที่มักสนใจผลประโยชน์ระยะสั้นแต่ก็ไม่ควรเป็นศัตรูกับรัฐบาล เพราะเป้าหมายหลักคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
วิเคราะห์คุณสมบัติรอบด้านแล้ว ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่จะเป็นใคร จับตาด้วยใจระทึก!!

