หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลท.ชี้ เฟดขึ...

ตลท.ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยหนุนฝรั่งซื้อหุ้นไทย 1.8 หมื่นล้านบ. ด้าน FETCO เปิดลิสสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้

10.04.17 | 18:00 น.

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และหัวหน้าสายงานการเงินและบริหารเงินลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1/2560 นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิที่ 6,371 ล้านบาท โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 1-14 มีนาคมต่างประเทศมีสถานะขายสุทธิถึง 12,000 ล้านบาท แต่หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ประกาศขึ้นดอกเบี้ยทำให้ในวันที่ 15-31 มีนาคม กระแสเงินทุนต่างประเทศไหลกลับเข้าไทยมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาท และในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการซื้อขายหุ้นของต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มว่าสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาเหนือ 30% ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ จากประเด็นที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2560 ที่อาจจะมีอัตราเติบโตในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งนั้น ในปีนี้ประเทศไทยถือว่าเติบโตในอัตราปกติที่ประมาณ 9-11% โดยเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ ปี ขณะที่ปี 2560 ประเทศอื่นๆ ที่ไม่เคยโตในระดับรุนแรงกลับมาเติบโตในระดับสูงกว่าปกติ ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยจึงดูเติบโตน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่หน่วยงานต่างๆ คาดว่าจะอยู่ที่ 3.2-3.4% นั้น ถือว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ คือโตกว่าจีดีพีไทยประมาณ 3 เท่าตัว

นายคเณศ วังส์ไพจิตร เลขาธิการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนเมษายน ว่า ภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มีนาคม) พบว่าดัชนีปรับลดลง 18.06% อยู่ในภาวะทรงตัวเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ปัจจัยหลักจากสถานการณ์ต่างประเทศ โดยความเชื่อมั่นจากบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวจากระดับร้อนแรงไปอยู่ในระดับซบเซาจากเดิมอยู่ในระดับร้อนแรง กลุ่มสถาบันในประเทศปรับตัวจากระดับร้อนแรงมาอยู่ในระดับทรงตัวจากเดิมอยู่ในระดับร้อนแรง ขณะที่กลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวลดลงแต่อยู่ในระดับทรงตัวเช่นเดิม

ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่านักลงทุนมองว่าหมวดธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดคือหมวดธนาคารพาณิชย์ส่วนกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด สำหรับประเด็นที่มีผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุดคือการลงทุนภาครัฐ ปัจจัยลดคือความผันผวนของกระแสเงินทุนเข้า-ออก ปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกในระยะถัดไป ได้แก่ ความคืบหน้าของนโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะปฏิรูปภาษี ทั้งระบบภาษีภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในเดือนที่ผ่านมาฟื้นตัวขึ้นตามภูมิภาค ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เห็นได้จากยอดการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในเดือนมีนาคม ซึ่งสอดคล้องกับตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากตลาดหุ้นไทย ปรับขึ้นแรงกว่าตลาดอื่น ค่อนข้างมากในปีก่อนหน้า อีกทั้งการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ยังเป็นแรงสนับสนุนกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ด้านปัจจัยภายในประเทศ ไม่ได้มีปัจจัยใหม่ๆ มากนัก โดยหลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตร และปิโตรเคมี ซึ่งมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยหนุนต่างประเทศ และ กลุ่มสื่อสาร วัสดุก่อสร้าง และโรงพยาบาล ที่ฟื้นตัวหลังจากที่ปรับตัวลงในช่วงก่อนหน้า

Advertisement

ในระยะถัดไป ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะ การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างประเทศ จากความไม่แน่นอนเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯอาจส่งผลกระทบต่อตลาดไม่มาก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ไว้แล้ว ความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศในกลุ่มยุโรปที่อาจกลับมาสร้างความผันผวนให้กับตลาดเป็นระยะ ด้านปัจจัยภายในประเทศ ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะการบริโภค จากความต้องการซื้อสินค้าที่ชะลอไว้ในช่วงไว้ทุกข์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการปรับประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนลง และมูลค่าพื้นฐานของตลาดที่สูง อาจเป็นแนวต้านที่สำคัญของตลาดหุ้นไทย