‘สนั่น’ แนะไทยใช้เวียดนามเป็นบทเรียนเจรจาการค้าสหรัฐ หวั่นต้นทุนสูงกระทบแข่งขัน
วันที่ 3 กรกฎาคม นายสนั่น อังอุบลกุล ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพเวียดนาม–ไทย กล่าวถึงประเด็นการเจรจาภาษีระหว่างเวียดนามและสหรัฐ ว่า จากสถิติการลงทุนของนักธุรกิจไทยในเวียดนาม จะเห็นได้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่มุ่งเน้นตลาดภายในประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น ค้าปลีก การผลิตหมู วัสดุก่อสร้าง อาหารและอาหารสำเร็จรูป เซรามิกและเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ตอบสนองต่อดีมานด์ของผู้บริโภคชาวเวียดนามเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน มีธุรกิจไทยเพียงบางส่วนที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้ากีฬา และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น ทูน่ากระป๋อง ซึ่งมักส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ
กรณีสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีอัตรา 20% กับสินค้านำเข้าจากเวียดนาม จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทย นั้น เห็นว่ายังไม่สามารถประเมินได้ในระยะสั้น เพราะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของเวียดนามในสินค้าประเภทเดียวกัน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือ บังกลาเทศ ว่าได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสหรัฐฯ ในอัตราใด
“หากประเทศเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ใกล้เคียงกับเวียดนาม เชื่อว่า ผู้ประกอบการไทยที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน ต้นทุนพลังงาน โครงสร้างการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศอื่นประมาณ 5–10%”
นายสนั่น กล่าวว่า ที่ผ่านมา นักวิชาการในเวียดนาม ประเมินว่า หากเวียดนามต้องเผชิญกับภาษีจากสหรัฐฯ ในอัตราสูงถึง 48% อาจส่งผลกระทบต่อจีดีพีของเวียดนาม 2.5% ซึ่งผลการเจรจาที่สามารถลดภาษีเหลือ 20% คาดทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจลงเหลือราว 1% “
ทางกลับกัน หากไทยไม่สามารถเจรจาเพื่อให้ได้เงื่อนไขภาษีที่ดีกว่า หรือใกล้เคียงกับเวียดนาม ก็อาจเสียเปรียบด้านความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า และต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าเวียดนาม
ประเด็นการเจรจาที่เวียดนามลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเหลือ 0% ไทยควรยึดเป็นแนวทางเจรจาไหมนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาคือไทยมีความพร้อมที่จะรองรับผลกระทบจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรจากสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด
“ผมยังคาดหวังว่า ไทยจะสามารถเจรจาข้อตกลงที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าเวียดนามได้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความยอมรับได้จากฝั่งสหรัฐและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยเป็นสำคัญ” นายสนั่น กล่าว

