เครือสหพัฒน์ส่ง ORA PET CARE ชิงเค้กตลาด ‘สัตว์เลี้ยง’ ตั้งเป้าติดท็อป 10 แบรนด์ครองใจผู้บริโภค
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นางบุษบง มิ่งขวัญยืน ผู้จัดการโครงการผลิตภัณฑ์ ORA PET CARE บริษัท เบสท์ แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ใน 5 ปีนี้ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตทุกปี หลังโควิด-19 ทำให้เกิดการดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก ไม่ว่าสุนัข แมว ทำให้ปัจจุบันตลาดธุรกิจสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท และปีล่าสุดเติบโตถึง 12% โดย 60-70% เป็นกลุ่มอาหารสัตว์ ที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ เช่น ของใช้ ทำให้เครือสหพัฒน์มองเห็นโอกาสการเข้ามาทำธุรกิจนี้ โดยมีผลิตภัณฑ์สินค้าครบวงจรทั้งสุนัขและแมว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เลี้ยงเหมือนน้อง ดูแลเหมือนลูก ใส่ใจเหมือนคนรัก” มีสินค้าหลากหลาย กว่า 100 เอสเคยู และเป็นราคาระดับพรีเมียมแมสรองรับเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว
นางบุษบงกล่าว เช่น สินค้ากลุ่มทำความสะอาด เช่น น้ำยาเช็ดพื้น ล้างอุปกรณ์ ทิชชูเปียกอ่อนโยน, กลุ่มอาหารขบเคี้ยว, กลุ่มเครื่องใช้สำหรับน้องหมา น้องแมว อย่างเสื้อผ้าเสื้อคู่ เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มใหญ่เป็นอาหารเม็ดที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกในงานสหกรุ๊ปแฟร์เมื่อปี 2567 และในปี 2568 จะรุกตลาดมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะมีรายได้ 300 ล้านบาท และมีส่วนการตลาดที่ 5% ภายใน 5 ปี

“หลังเปิดตัวได้ 1 ปี ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ตัวเลขรายได้อาจจะยังไม่มา แต่ก็ได้เรียนรู้ถึงธุรกิจและตลาดสัตว์เลี้ยงว่ามีขนาดใหญ่มาก มีตั้งแต่ตลาดแมสไปจนถึงพรีเมียม เราก็อาศัยลูกค้าปากต่อปาก และจากข้อมูลพบว่าเจ้าของสัตว์ยอมจ่าย 10,000 บาทต่อเดือน” นางบุษบงกล่าว
นางบุษบงกล่าวว่า สำหรับแผนงานปี 2568 เนื่องจากเพิ่งเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง จึงมุ่งเน้นการทำให้แบรนด์ครองใจผู้บริโภคก่อน ให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์เราแล้วกลับมาซื้อซ้ำ ด้วยการเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์ ผ่านโชเชียลมีเดียต่างๆ เช่น ไลน์ ติ๊กต๊อก แอพพลิเคชั่น I.C.C รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ BIGXSHOW และ FRIDAY FAIR ของเครือสหพัฒน์ มีรีเทลและคลินิก ยังไม่มีการวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ถามว่าเราเข้ามาทำตลาดช้าไปไหม จริงๆ แล้วในเครือมีทำสินค้าให้สุนัขกับแมวอยู่แล้ว แต่เป็นโอดีเอ็มและโออีเอ็ม เช่น ตุ๊กตา เบาะ เป็นต้น แต่ในครั้งนี้เราสร้างแบรนด์ของเราเองครั้งแรก ซึ่งถือว่าแต่อาศัยคอนเซ็ปต์ว่าช้าแต่ชัวร์ อาจช้าแต่มีช่องว่าง ทุกผลิตภัณฑ์เรามีหมด แต่ในอนาคตอาจเป็นไปได้จะมีโรงงานเองในส่วนของอาหารเม็ด เพราะในอนาคตจะมีการแข่งขันสูงขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าภายใน 10 ปีจะติดท็อป 10 ของแบรนด์ในใจผู้บริโภค





