‘อรรถกร’ ปักธงเน้น 3 นโยบาย ก.เกษตร ยกระดับสินค้า เสริมแกร่งเกษตรกร รับภัยธรรมชาติ
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวง ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน เวลา 9.00 น. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับ
นายอรรถกร เปิดเผยว่า ตนยอมรับว่า ตนได้รับโอกาสจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่เล็งเห็นถึงความสามารถและผลักดันให้ตนได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งตนก็ยืนยันจะสานต่อนโยบายตามแผนงานที่วางไว้ ภายในระยะเวลาของรัฐบาลที่เหลือประมาณ 1 ปีครึ่ง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะเน้นนโยบายระยะสั้นและระยะกลาง
นายอรรถกร กล่าวว่า ตนเน้นย้ำถึงหลักการทำงานสำคัญ นั่นคือการ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอด ควบคู่ไปกับการสานต่อนโยบายเดิม 9 นโยบายและเพิ่มเติมมาตรการ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมแกร่งเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้ ภายใต้วิสัยทัศน์ Ignite Thailand ให้ไทยเป็น ศูนย์กลางการเกษตรของโลก

9 นโยบายหลักเต็ม ที่จะเดินหน้าสานต่อ คือ 1 เน้นการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ 2 เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับ เกษตรกร 3.บริหารจัดการน้ำทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และการเดิมน้ำในเขื่อน และการเติมน้ำในเขื่อน 4. ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 5. ยกระดับ ศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง 6. จัดการทรัพยากรทางการเกษตร 7.รับมือกับภัยธรรมชาติ 8 สานต่อการทำ สงครามสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างต่อเนื่อง และ 9. อำนวยความสะดวกด้านการเกษตร
นายอรรถกร กล่าวว่า ในจำนวนนโยบายทั้ง 9 ข้อนี้ ตนจะเน้นย้ำให้ความสำคัญสูงสุดกับ 3 นโยบายที่จะ เดินหน้าอย่างเข้มข้น ได้แก่ นโยบายที่ 4 การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นทางรอดของเกษตรกรไทยในยุค การแข่งขันสูง โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง แบรนด์สินค้าและเรื่องราว (Story) ของจังหวัดหรืออำเภอให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงการสนับสนุนอาชีพเสริมในช่วงหลังฤดูการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
นโยบายที่ 5 การยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบัน เกษตรกรสามารถให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อจัดหาเครื่องจักรกล การเกษตร และเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจสหกรณ์การเกษตร ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน และ พัฒนาต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นระบบการประเมินผลที่โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นต่อสมาชิก
และ นโยบายที่ 7 การรับมือกับภัยธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยจะมีการวางแผนและดำเนินมาตรการเชิงรุก ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข และการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยแล้งและภัยพิบัติต่าง ๆ ตลอดจนการ สร้างอาชีพใหม่ให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดได้แม้เผชิญกับสถานการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง

นายอรรถกร กล่าวว่า ทั้งนี้ การเดินหน้ายกระดับสินค้าเกษตรและเสริมศักยภาพเกษตรกร เป็นกลไกหลักในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ขณะที่ การรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างจริงจัง ไม่เพียงแค่ช่วยเหลือและเยียวยาเท่านั้น แต่ยังต้องสร้าง โอกาสใหม่ เช่น การส่งเสริมอาชีพเสริม เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ตนยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการเพิ่มเติมเพื่อ “ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมแกร่งเกษตรกร” ดังนี้
1. การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ 1) การจัดหาพันธุ์ดี สนับสนุนพันธุ์พืช ประมง และปศุสัตว์คุณภาพได้มาตรฐานที่ หลาย ต้องการ ไม่เน้นความหลากหลาย แต่เน้นคุณภาพที่เกษตรกรสามารถผลิตและขายได้ในราคาที่ดี 2) ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จะกำกับดูแลในมิติของการแปรรูปขั้นต้น รวมถึงการบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร โดยมอบหมายให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อน 31 บริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จะดูแลทั้งระบบตั้งแต่ข้อมูล การผลิต การส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหาตลาดใต้ด้วยตนเอง สนับสนุนการสร้างแบรนด์ และสร้างเรื่องราว (Story telling) ของสินค้าเกษตรในชุมชน องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจะต้องปรับตัวเป็นตลาดรองรับ ผลผลิต ช่วยเกษตรกรผลิตได้ ขายเป็น ลดการพึ่งพาจากพ่อค้าคนกลาง
2. เสริมแกร่งเกษตรกรให้สามารถแข่งขันได้ 1) ผลักดันเรื่องการสร้างโอกาสขยายระยะเวลาการชำระหนี้ของเกษตรกร และสร้างวินัยทางการเงินเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีเงินลงทุนทำการเกษตรในระยะ ต่อไป 2) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร ใช้กลไกต่างๆ เช่น กองทุน ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม รวมถึงความร่วมมือของภาคเอกชน มาสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ เกษตรกรในรูปแบบ Soft Loan 3) ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยให้เป็นปัจจุบัน เพื่อลดขั้นตอนและกระบวนการที่เป็นอุปสรรค รวมถึง การสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้เข้มแข็ง และป้องกันสินค้าเกษตรที่ทะลักเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยให้ทุก หน่วยงานทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่ใช้อยู่ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางแก้ไขพร้อม Timeline ที่ชัดเจนเพื่อผลักดันให้ เกิดผลที่เป็นรูปธรรม
“นโยบายทั้งหมดนี้ เป็นการสานต่อนโยบายเดิมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้เกษตรกรลดต้นทุน มีรายได้ และมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นและการดำเนินงานนับจากนี้จะมีการติดตามผลความก้าวหน้าในทุกนโยบายอย่างต่อเนื่องโดยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างแข็งขันของทุกภาคส่วนและขอขอบคุณครอบครัวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับความร่วมมือในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้” นายอรรถกร กล่าว


