“พิชัย”แจงผลดีลภาษีมะกัน ยังไม่จบ-ปรับข้อเสนอใหม่
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์เปิดเผยระหว่างการเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเกาหลีใต้เพื่อกลับประเทศไทย หลังเจรจาเรื่องภาษีต่างตอบแทนกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ว่า การเดินทางไปเจรจากับสหรัฐ ได้มีการพูดคุยกับหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐระดับนโยบายและพบภาคเอกชน เป็นบริษัทที่มีการลงทุนค่อนข้างสูงและยาวนานในประเทศไทย และอยากอยู่กับประเทศไทยต่อ รวมถึงภาคเกษตรกรของสหรัฐ จะนำไปสู่การพิจารณาของผู้กำหนดนโยบายของทางสหรัฐ
นายพิชัย กล่าวว่า สำหรับไทยถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในระดับนโยบายที่ประเทศสหรัฐ คนแรกที่พบคือทูตกรีเออร์ (นายเจมิสัน กรีเออร์) ผู้บริหารระดับสูงสุดของยูเอสทีอาร์ และอีกคนคือรัฐมนตรีช่วยคลังของสหรัฐ ได้พบทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ได้ฟีดแบ๊กที่สำคัญมากทำให้สหรัฐมีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจมายาวนาน ที่ผ่านมาก็เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
นำฟีดแบ๊กปรับข้อเสนอใหม่
“จากการเจรจาทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าในลึกๆ แล้วสหรัฐต้องการสิ่งใด นอกเหนือจากที่เราเข้าใจ เพื่อนำไปประกอบการทำงานและระดับเทคนิคต่อไป อย่างไรก็ตามการเจรจาโดยข้อสรุปแล้วผมคิดว่าเป็นไปด้วยดี สหรัฐเองก็กล่าวขอบคุณที่ไทยมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมเจรจา เราก็บอกว่าเราจะรับฟีดแบ๊กที่ได้กลับไปจัดทำข้อเสนอใหม่เพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่า จุดยืนของคณะทำงานคือ ข้อตกลงที่เมื่อมีการตกลงกันแล้วต้องปฏิบัติได้อย่างยั่งยืน และได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือวิน-วิน โซลูชั่น ดังนั้นแม้ว่าผลเจรจาจะยังไม่ได้ผลสุดท้าย เราก็ยังคงต้องทำงานกันต่อไป เพื่อให้บรรลุซึ่งประโยชน์สูงสุดของทั้งสองประเทศ อีกด้านหนึ่งตนและคณะทำงานก็คงต้องทำงานกันให้หนักมากขึ้น เพื่อปรับเงื่อนไขที่เราเสนอให้เกิดความชัดเจนและเข้าใจว่าเป็น
ผลประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เพื่อจะได้ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อไป
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย แต่ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเจรจาในหลายระดับ ส่วนตัวมองว่าอาจไม่จบง่าย 100% จะต้องเปิดเวทีเพื่อพูดคุยกันต่อ เชื่อว่าสหรัฐจะเข้าใจและเลื่อนกรอบระยะเวลาจะมีผลกระทบออกไปอีก ส่วนอัตราภาษีจะออกมาอยู่ที่เท่าใด ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะอยู่ขั้นตอนเจรจาและเชื่อว่าจะมีผลลัพธ์ที่ดี ไม่อยากให้ตกใจผลกับเจรจาสหรัฐและเวียดนาม แต่ยอมรับว่าน่าห่วง เนื่องจากอัตราที่เวียดนามได้ จะถูกสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 20% ขณะที่สินค้าสหรัฐที่นำเข้าเวียดนามจะได้อัตราภาษี 0% แต่เทียบกับไทยไม่ได้ เพราะหากมองความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศแตกต่างจากไทยที่มีสัมพันธ์กับสหรัฐมายาวนาน แม้เรื่องนี้จะใช้ชั่งน้ำหนักเจรจามากไม่ได้ แต่ก็เป็นความหวังหนึ่ง
“ฝ่ายไทยมีความหวังว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ดีที่สุดหรือจุดที่ก่อนจะมีการเก็บภาษีที่ 10% แต่จากการติดตามผลการเจรจาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พบว่าตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างน่าเป็นห่วง ต้องยอมรับว่ามีความกังวล” นายจุลพันธ์กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ทีมไทยแลนด์ นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีกำหนดการสำคัญหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อขอเจรจาลดการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงจากเดิมในอัตรา 36% ที่ผ่านมาไทยยื่นข้อเสนอไปแล้วและมีสัญญาณตอบรับที่ดีจากสหรัฐ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอฟังผลเจรจาเมื่อคืนที่ผ่านมาจะมีข่าวดีหรือไม่
“รัฐบาลไม่มองกรณีเลวร้ายว่าสหรัฐจะกลับไปเก็บภาษีที่อัตรา 36% อยู่แล้ว แต่หากเจรจาไม่เป็นผล และสหรัฐปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลเป็น 36% ไทยก็เตรียมกลไกรองรับไว้แล้ว รัฐบาลจัดสรรเม็ดเงินราว 1 หมื่นล้านบาท จากวงเงินงบประมาณ 1.15 แสนล้านบาท เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น การรักษาการจ้างงาน และการประคับประคองธุรกิจช่วงเปลี่ยนผ่าน” นายจุลพันธ์กล่าว

