หน้าแรก เศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลกไม...

เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน ตลาดแข่งขันสูง ธุรกิจดีลซื้อกิจการในไทย รัดกุม ใช้เวลานานขึ้น

5.07.25 | 13:08 น.

เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน ตลาดแข่งขันสูง ธุรกิจดีลซื้อกิจการในไทย รัดกุม ใช้เวลานานขึ้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่มีความไม่แน่ไม่นอนสูง แต่การเดินหน้าลงทุนของภาคธุรกิจก็ยังไปต่อ แม้ว่าจะไม่หวือหวาเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม โดยเฉพาะภูมิทัศน์การควบรวมกิจการหรือ M&A ที่ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

สะท้อนจากข้อมูลของ “เคพีเอ็มจี ประเทศไทย” ที่ได้เปิดเผยรายงาน “Doing deals in Thailand 2025” ผลสำรวจเชิงลึกเกี่ยวกับการควบรวมกิจการในประเทศไทย ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ของตลาด M&A ในประเทศไทย ได้พัฒนาไปสู่สภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนและดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น ช่วยเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจระดับโลก แต่นักลงทุน-ผู้ประกอบการต่างสามารถปรับตัวและรับมือกับโครงสร้างการควบรวมกิจการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและส่งเสริมให้การควบรวมกิจการสำเร็จลุล่วง และยังคงให้ความสนใจในการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง

โดยผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 84% วางแผนจะเข้าซื้อกิจการในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ครั้ง ในอีก 5 ปีข้างหน้า และ1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจเผยว่า มีแผนที่จะดำเนินการควบรวมกิจการอย่างน้อย 4 ครั้ง

Advertisement

ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า “ประเทศไทย” ยังคงมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำดีลควบรวมกิจการ แม้มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งนี้การเจรจาและดำเนินการควบรวมกิจการใช้เวลานานขึ้น หลังนักลงทุนให้ความสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ก่อนการตัดสินใจซื้อขายกิจการ โดยเกือบ 50% ของการควบรวมกิจการในปัจจุบันใช้เวลามากกว่า 1 ปี เพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 2562

สำหรับปัจจัยผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการ กว่า 2 ใน 3 มาจากความต้องการการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ มีเพียง 18% ที่เน้นเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และ16% ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการเข้าซื้อซัพพลายเออร์หรือลูกค้า

ส่วนแหล่งเงินทุนในธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ มาจาก “เงินสด” สำรองของบริษัท ที่ยังคงเป็นแหล่งเงินทุนหลัก สะท้อนถึงการลงทุนที่รัดกุมหลังยุคโควิด ยังเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นบริษัทต่างๆ ยังคงมีศักยภาพขยายลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

“เอียน ธอร์นฮิลล์” หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการซื้อขายกิจการ เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือการที่ผู้นำธุรกิจสามารถรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งปรับแนวทางการดำเนินงานให้ขับเคลื่อนกลยุทธ์การควบรวมกิจการและการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังคงให้ความสำคัญกับการหาช่องทางให้องค์กรเติบโต ซึ่งการควบรวมและซื้อกิจการยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย

“ปัจจุบัน เราเห็นการควบรวมและซื้อกิจการมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างรอบด้าน เคพีเอ็มจีจึงได้พัฒนาแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์และการปฏิรูปองค์กรเข้ามาทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการควบรวมกิจการ ไปจนถึงหลังจากที่ดีลเสร็จสิ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้ารับมือความซับซ้อน บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ ธุรกิจไทยมีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการควบรวมกิจการที่ยังคงเติบโตอยู่อย่างต่อเนื่อง”เอียนกล่าว

“เอียน” กล่าวว่า ดังนั้นธุรกิจไทยมีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการควบรวมกิจการที่ยังคงเติบโตอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าจับตามองในระดับภูมิภาค แต่ด้วยปัจจัยได้เปรียบทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียน และคุณภาพของแรงงาน ทำให้ประเทศไทยยังคงสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดด้านความยั่งยืน ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว