แม่ทัพ ‘EGCO’ สปีดลงทุน 3 หมื่นล้าน ขยายอาณาจักร ‘โรงไฟฟ้า-พลังงานสะอาด’
กว่า 1 ปีนับจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ที่ “ดร.จิราพร ศิริคำ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group แม่ทัพหญิงคนแรก เดินหน้ายุทธศาสตร์เสริมศักยภาพ เพิ่มโอกาสการลงทุนธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยกำหนดแผนธุรกิจ 3 ปี (2568-2570) จะใช้เงินลงทุนปีละ 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายพอร์ตเพิ่มจากปัจจุบัน ณ 4 กรกฎาคม 2568 EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,653 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาวฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,450 เมกะวัตต์หรือคิดเป็น 22% ของกำลังผลิตทั้งหมด จากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิงและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
ปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงผันผวนจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า ภาษีทรัมป์ แต่แม่ทัพ EGCO Group ยังล็อกเป้าลงทุนในปี 2568 ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อต้นปี
“เรามีแผนลงทุนทั้งปี 30,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ตามยุทธศาสตร์ลงทุนด้านพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงไฟฟ้าและกิจการอื่นๆ โดยจะลงทุนในประเทศที่เป็นอินเวสต์เมนต์เกรด น่าสนใจและเหมาะที่จะลงทุน นอกจาก 7 ประเทศเดิมซึ่งปีนี้จะขยายการลงทุนเพิ่มที่ไต้หวัน สหรัฐ ตะวันออกกลาง และครึ่งปีหลังนี้กำลังเจรจาปิดดีลซื้อกิจการ 4-5 โครงการใน 3 ประเทศนี้ แม้จะมีสงคราม แต่เรามองว่าเป็นโอกาส เพราะเป็นประเทศมีศักยภาพและตลาดมีความต้องการ ซึ่งเราก็ติดตามความเสี่ยงในทุกเดือนและลงทุนแบบระมัดระวังอยู่แล้ว” คำยืนยันจาก ดร.จิราพร
“ดร.จิราพร” ขยายความว่า เมื่อปลายปี 2562 EGCO Group เข้าไปลงทุนในไต้หวันด้วยการถือหุ้น 26.56% ในบริษัท ยุนเหนิง วินด์ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน มีกำลังผลิต 640 เมกะวัตต์ เนื่องจากเห็นโอกาสไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดที่ชัดเจนและยังช่วยสนับสนุนให้ EGCO Group บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ในปี 2573 สร้างกระแสเงินสดให้เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการเต็มรูปแบบ ซึ่งปี 2568 เริ่มรับรู้รายได้เต็มปี โดยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 โรงไฟฟ้าหยุนหลินมีอัตราการผลิตไฟฟ้าประมาณ 35% พร้อมทั้งมองหาโอกาสขยายกิจการพลังงานหมุนเวียนโครงการอื่นๆ ที่ไต้หวันเพิ่มเติมอีก
ขณะที่สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่ประเมินว่าเหมาะกับการขยายการลงทุนเพิ่ม หลัง EGCO Group ได้เข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซและพลังงานหมุนเวียน เมื่อปี 2564 ปัจจุบันมีกำไรมาจากสหรัฐ 16-17% ของกำไรโดยรวม จึงขยายการลงทุนต่างประเทศเพิ่ม ซึ่งสหรัฐช่วงนี้ถือว่าเป็นโอกาสจากการเก็บภาษีนำเข้าสินค้า แม้ว่าอาจจะมีผลต่อประเทศไทย แต่เราเป็นเอกชนที่เข้าไปลงทุนถือเป็นโอกาสที่ดีและยังทำให้ประเทศของเราได้พิจารณาและได้ประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้ สหรัฐเป็นตลาดน่าสนใจและมีความต้องการ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นมาก จึงเป็นโอกาสของเราจะลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่มและมองหาธุรกิจใหม่
รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการศึกษาลงทุนในโครงการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัฐอลาสกา ประเทศสหรัฐ หรือโครงการ Alaska LNG ร่วมกับกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ EGCO Group ถึงความเป็นไปได้และโอกาสทางธุรกิจของการนำเข้า LNG การลงทุนท่อส่งก๊าซและการสำรวจและผลิต LNG ในอลาสกาว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน และรอความชัดเจนจากผลการศึกษา
นอกจากนี้ EGCO Group ยังเล็งเห็นโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอีกด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศอินเวสต์เมนต์เกรดและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
“เป้าหมายการลงทุน เรามองทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในส่วนของระยะสั้นที่ตอบโจทย์คือการซื้อ หรือควบรวมกิจการ (M&A) โดยซื้อกิจการที่มีการลงทุนไว้แล้ว โดยเลือกโครงการที่เป็นประโยชน์และมีรีเทิร์นค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกันเพื่อระยะยาวก็ต้องมีการลงทุนที่เป็น Greenfield หรือการลงทุนใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งการลงทุนของ EGCO Group จะเหมือนกับทุกๆ บริษัท คือมีเป้าหมายเรื่องของการรีเทิร์น การจะลงทุนโครงการได้ต้องมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า น่าสนใจ เพื่อส่งผ่านผลตอบแทนไปยังผู้ถือหุ้นซึ่งการรีเทิร์นที่เราอยากได้จะอยู่ระหว่าง 6-9%” ดร.จิราพรกล่าวย้ำ
แม่ทัพ EGCO Group ยังประเมินถึงความท้าทายของธุรกิจในครึ่งหลังของปี 2568 ว่า ถ้าเป็นตลาดในประเทศไทย ความท้าทายคือเรื่องสถานการณ์การเมือง ขณะที่ความท้าทายในต่างประเทศเป็นประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate change ที่นโยบายยังไม่ค่อยนิ่ง แต่ EGCO Group มีทิศทางการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนที่ชัดเจนอยู่แล้ว
โดยวางเป้าการบรรลุเป้าหมายเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำทั้งเป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2573 ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ของกำลังผลิตทั้งหมด เป้าหมายระยะกลางมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในปี 2583 และเป้าหมายระยะยาวจะบรรลุการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593
“จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ไม่ใช่เราคนเดียวที่มีผลกระทบจากตรงนี้ เป็นทุกบริษัทในประเทศไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าตลาดพลังงานยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน อีกทั้งยังเป็นตลาดที่
น่าสนใจและยังสามารถเติบโตได้อีกในอนาคต เพราะทุกๆ ประเทศ หรือเศรษฐกิจก็ต้องไดรฟ์ด้วยพลังงานอยู่แล้ว จึงเป็นตลาดที่เรายังมีโอกาสสร้างรายได้ให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.จิราพรกล่าวทิ้งท้าย

