หน้าแรก เศรษฐกิจ ยูโอบี แนะ รั...

ยูโอบี แนะ รัฐใช้บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เจรจารับมือภาษีมะกัน-เร่งลงทุน–ลดดอกเบี้ยพยุงศก.

8.07.25 | 16:06 น.

ยูโอบี แนะ รัฐใช้บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เจรจารับมือภาษีมะกัน-เร่งลงทุน–ลดดอกเบี้ยพยุงศก.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่สำนักงานใหญ่ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) นายสถิตย์ แถลงสัตยา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย แนวทางการรับมือกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ในงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ในรายงาน UOB Business Outlook Study 2025 ว่า นโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นลำดับอย่างน้อย 3 รอบ

นายสถิตย์ กล่าวว่า รอบแรก คือ ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานการผลิตหรือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของมาตรการภาษีใหม่ ผลกระทบ รอบที่สอง คือ ผลกระทบต่อซัพพลายเชน ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก หากประเทศต้นทางหรือคู่ค้าหลักได้รับผลกระทบ ธุรกิจไทยที่เป็นซัพพลายเออร์ก็จะถูกกระทบตามไปด้วย เช่น การผลิตบรรจุภัณฑ์หรือชิ้นส่วนส่งออก และ ผลกระทบรอบที่สาม คือ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีนในตลาดอาเซียนและตลาดที่สาม เนื่องจากสินค้าจีนอาจเบี่ยงเบนจากตลาดสหรัฐมาสู่ภูมิภาคนี้ ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญการแข่งขันในระดับราคาที่สูงขึ้นเข้มข้นขึ้น

นายสถิตย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า ประเทศไทยยังมีช่องทางในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจ การเปิดตลาด หรือสิทธิการค้าเพียงอย่างเดียว เช่น ความมั่นคง การเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยมีบทบาทมายาวนาน เพื่อให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่ไม่เสียเปรียบมากนักเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อย่างน้อย ไทยควรเจรจาให้อัตราภาษีใกล้เคียงกับเวียดนามที่อยู่ที่ประมาณ 20%

Advertisement

นายสถิตย์ กล่าวว่า สำหรับความกังวลว่าหากไทยต้องยอมเปิดตลาดมากขึ้นเหมือนเวียดนาม จะกระทบภาคธุรกิจไทยหรือไม่ นั้น ตนมองว่า ไทยสามารถเปิดตลาดในบางภาคส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น โทรคมนาคมหรือบริการการเงิน แม้จะมีประเด็นด้านความมั่นคง แต่หากพิจารณาในแง่เศรษฐกิจ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบการและประชาชนในฐานะผู้บริโภคมากกว่าในระยะยาว รวมถึง เปิดตลาดสินค้าเกษตรบางรายการที่เรามีความต้องการอยู่แล้ว แต่มีกำลังการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ เช่น การนำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งตรงนี้ ไทยสามารถใช้เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมให้กับทางการสหรัฐฯ เพื่อเจรจา และช่วยทบทวนอัตราภาษีจาก 36% ให้เหลืออย่างน้อยเท่าเวียดนามที่ 20%

นายสถิตย์ กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจก่อนหน้าการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พบว่า หลายบริษัทระดับบริหารมีแผนพิจารณาย้ายฐานการผลิตในอาเซียน แต่ภายหลังจากประกาศภาษีออกมา ธุรกิจส่วนใหญ่กลับเข้าสู่โหมด “wait and see” หรือรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ แม้ว่าท้ายสุดแล้ว ไทยอาจได้รับอัตราภาษีที่สูงกว่าเวียดนาม เล็กน้อยเช่น 25% แต่ภาษีไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ผู้ประกอบการใช้ในการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต เพราะยังมีเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน และแรงงานเป็นปัจจัยร่วมด้วย

นายสถิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน 4 ประเทศหลักที่นักลงทุนไทยมองเป็นฐานการผลิตในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยเวียดนามและอินโดนีเซียมีตลาดใหญ่และอัตราการเติบโตสูง ขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์โดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และระบบนิเวศของธุรกิจดิจิทัล

นายสถิตย์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย จุดแข็งด้านเศรษฐกิจยังมีอยู่ แต่ต้องมองข้ามปัจจัยในระยะสั้น เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือการเงิน แล้วใช้ศักยภาพที่มีเป็นจุดขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

นายสถิตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ธนาคารยูโอบีประเมินสมมติฐานว่า หากไทยได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในระดับ 10–15% อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจจะเติบโตอยู่ 2% แต่หากท้ายสุด ประเทศไทย โดยเก็บภาษีที่ 36% หรือ มากกว่าที่ทางยูโอบีประเมินไว้ ทางยูโอบีก็จะต้องมีการทบทวนการเติบโตของเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่คาดว่าเบื้องต้นอาจส่งผลกระทบให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ลดลงเหลือ 0-1% และมีความเสี่ยงที่จะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจติดลบจนถึงจุดต่ำสุดโดยเห็นชัดที่สุดในช่วงไตรมาส 3 2568 ไปจนถึง ไตรมาส 1 2569

นายสถิตย์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการภาครัฐ ตนเสนอว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในด้านที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง และ พัฒนาขีดความสามารถก็จะตามขึ้นมา เช่น การท่องเที่ยว การขนส่ง และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอ

นายสถิตย์ กล่าวว่า ด้านนโยบายการเงิน ตนมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 นี้ และอาจลดลงต่อเนื่องในเดือนตุลาคม ธันวาคม ไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2569 โดยมีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจลดต่ำสุดเหลือระดับ 1% หรือหากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ ธปท. อาจลดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 0.5% ในไตรมาสแรกของปี 2569

นายสถิตย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ยูโอบีไม่ได้ตกใจอะไรกับอัตราภาษี 36% ที่ระบุในจดหมายจากทำเนียบขาว เพราะถือว่า เป็นกรณีเลวร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นหากไม่เร่งปรับตัว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะชะงักงันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก พร้อมเน้นย้ำว่าการตัดสินใจนโยบายในระยะสั้น ต้องไม่ละเลยการวางรากฐานระยะยาว เพื่อดึงดูดการลงทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต