หน้าแรก เศรษฐกิจ แนะรัฐบาล จับ...

แนะรัฐบาล จับมือ ‘อาเซียนพลัส’ ควง ‘จีน-อินเดีย-อาหรับ’ ฝ่าภาษีทรัมป์

9.07.25 | 10:17 น.
แนะรัฐบาล จับมือ‘อาเซียนพลัส’ ควง‘จีน-อินเดีย-อาหรับ’

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกปี 2568 หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ รวมทั้งไทย เมื่อ 2 เมษายน 2568 และเลื่อนการบังคับใช้ออกไป 90 วัน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 9 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้เวลาแต่ละประเทศเจรจาและหารือกับสหรัฐ โดยประเทศไทยประกาศอัตราว่าจะถูกจัดเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าในอัตรา 36% ก็ขอเจรจาและคาดหวังเหลืออัตรา 10-25% ถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าโลกจากตลาดเสรี ไปสู่ตลาดที่มีการกีดกันทางการค้า ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก ทำให้ธนาคารโลก ปรับประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จาก 2.7% เหลือ 2.3%

อภิชาติ เกษมกุลศิริ กรรมการ บริษัท แอล. พี. เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า นอกจากการเจรจาในระดับทวิภาคี ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐแล้ว รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการเจรจาในระดับพหุภาคี โดยจับมือกับอาเซียน ในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐรวมทั้งร่วมมือกับอาเซียน สร้างตลาดและเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพกับจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง

“ประชากรในอาเซียน มีประชากรจำนวน 677 ล้านคนณ สิ้นปี 2567 ในขณะที่จีนมีจำนวนประชากร 1,416 ล้านคน อินเดียมีจำนวนประชากร 1,467 ล้านคน ขณะที่ตะวันออกกลางมีประชากรจำนวน 507 ล้านคน รวมอาเซียน จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง จะมีจำนวนประชากรรวม 4,067 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 49% ของประชากรโลก 8,231.61 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจรวม 32.61 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ทั้งในแง่ของประชากร และมูลค่าเศรษฐกิจ และเป็นการสร้างโอกาสและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับประเทศและระดับภูมิภาคได้ ผมมองว่าเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะหนุนความร่วมมือในระดับพหุภาคี ผ่านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไปสู่จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และขยายเครือข่ายไปตลาดโลก ชดเชยแรงกดดันที่ต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ที่มีประชากร 347 ล้านคน สัดส่วนประมาณ 4.22% ของประชากรโลก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 30.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ”

วิกฤตคือโอกาส

พร้อมกันนี้ “อภิชาติ” ให้ความเห็นถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2568 โอกาสจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเศรษฐกิจการค้าโลกจากตลาดเสรี สู่การกีดกันทางการค้า โดยช่วงครึ่งแรกปี 2568 เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความผันผวน ทั้งจากกลไกการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการค้าของทรัมป์ 2.0 ตลาดหุ้นไทยเผชิญความผันผวนจากความไม่เชื่อมั่น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ทำให้มีการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จากข้อมูลล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไปแล้ว 78,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลง 21.29% จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ 1,400.21 จุด ณ สิ้นปี 2567

Advertisement

“สัญญาณเศรษฐกิจหลายตัวไม่ดี ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี แต่ผมมองว่าเป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลง ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับการลงทุน ราคาหุ้นหลายบริษัทลงมาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ มองมุมนี้ผมมองว่าเป็นโอกาส เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนช่วงตลาดขาขึ้น เพราะการที่ตลาดปรับตัวลง ทำให้เรามีโอกาสเข้าไปลงทุนในหุ้นในระดับราคาเหมาะสมผมมองว่าเป็นโอกาสการลงทุนของนักลงทุนในรอบ 2 ทศวรรษสำหรับตลาดหุ้นไทย นอกจากโอกาสลงทุนแล้ว ยังมีโอกาสสำหรับการทำธุรกิจและการค้า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

ด้านการค้านั้น “อภิชาติ” วิเคราะห์ว่าท่ามกลางความวิตกกังวลจากนโยบายของทรัมป์ 2.0 มูลค่าการส่งออกของไทยช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์พบว่า ส่งออกเพิ่ม 14.9% เทียบกับระยะเดียวกันปี 2567 เฉพาะเดือนพฤษภาคม ส่งออก 31,044.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 18.4% เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2567 และเป็นมูลค่าส่งออกเทียบรายเดือนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยประเทศยังส่งออกได้ดีและมีอัตราการเติบโตคือ สหรัฐเติบโตสูงถึง 35.1% จีนโต 28% ตะวันออกกลาง 22.8% ขณะที่การค้าระหว่างอาเซียนด้วยกันโต 8.8%

“จากภาพการค้าและการส่งออกดังกล่าว ผมมองว่าไทยมีโอกาสมากในภาคการค้า นอกจากกับสหรัฐ ยังมีโอกาสทำการค้าและการส่งออกในตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับอาเซียน สร้างเครือข่ายพันธมิตรแบบพหุภาคี กับตลาดใหญ่ๆ อย่างจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง รวมกับอาเซียน ที่ประชากรกว่า 50% ของประชากรโลก เป็นตลาดมีกำลังซื้อสูง สามารถแปลงวิกฤตเกิดจากทรัมป์ 2.0 ให้เป็นโอกาสในการสร้างและขยายเครือข่ายการค้าใหม่ให้กับไทย”

เพิ่มมาตรการเติมกำลังซื้อ

“อภิชาติ” เสริมอีกว่า การขับเคลื่อนกำลังซื้อในประเทศ รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยใช้มาตรการทางด้านภาษีเข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดการลงทุนและการจ้างงาน เพราะลำพังการลงทุนของภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศได้ ซึ่งการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ นอกจากมาตรการเรื่องภาษีแล้ว รัฐบาลต้องกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าไตรมาสแรก 2568 การปล่อยสินเชื่อใหม่ของระบบธนาคารพาณิชย์ หดตัว 1.3% เทียบกับระยะเดียวกันปี 2567 มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs ที่ 548,100 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.9% ของมูลค่าสินเชื่อรวมทั้งหมด ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้การลงทุนใหม่ในหลายๆ โครงการของภาคเอกชนต้องชะลอตัว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก

“รัฐบาลควรจะมีมาตรการที่เข้าไปช่วยดูแลสถาบันการเงิน และมีมาตรการที่ชัดเจนในการช่วยแก้ปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้กับสถาบันการเงิน เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินผ่อนคลายการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจไทยสามารถที่จะขยายการลงทุน เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ” อภิชาติกล่าว

อภิชาติให้ความเห็นต่อว่า แม้ในช่วงครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัจจัยที่มีความเสี่ยง และทำให้ภาคธุรกิจต้องมีความระมัดระวัง แต่ผมเชื่อว่าช่วงครึ่งหลังของปี สถานการณ์หลายอย่างน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องของการขึ้นภาษีของสหรัฐ หลังจากมีการเจรจากันทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี และการลงทุน

“ผมมองว่า เราผ่านช่วงที่แย่ที่สุดมาแล้ว และนับจากนี้ มีหลายเรื่องที่เป็นโอกาสที่รอเราอยู่ ถึงแม้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศยังมีความไม่ชัดเจน แต่ผมมั่นใจว่า ภาคธุรกิจเอกชน ยังสามารถที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้” อภิชาติแนะนำไว้ตอนท้าย