‘ทรัมป์’ ยันเก็บภาษีไทย36% ‘พิชัย’ ลุ้นอีกรอบก่อน 1 สิงหา รบ.จัดงบ5หมื่นล.อุ้มธุรกิจเอกชนช็อกฉุดส่งออกวูบ

9.07.25 | 06:45 น.

‘ทรัมป์’ ยันเก็บภาษีไทย36% ‘พิชัย’ ลุ้นอีกรอบก่อน 1 สิงหา รบ.จัดงบ5หมื่นล.อุ้มธุรกิจเอกชนช็อกฉุดส่งออกวูบ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้เริ่มแจ้งคู่ค้าทั้งรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศรายย่อยว่า สหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม ถือเป็นก้าวใหม่ของการยกระดับสงครามการค้า เขาเป็นผู้เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มี 14 ประเทศได้รับจดหมายแจ้งเตือน รวมถึงประเทศเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายย่อยของสหรัฐ ส่วนไทยเดินทางไปเจรจากับนายเจมิสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังไม่ทำให้สหรัฐพอใจ และกำลังกลับมาจัดทำข้อเสนอใหม่ ถูกเรียกเก็บภาษีที่ 36% เท่าเดิม เป็นตัวเลขเดียวกับกัมพูชา โดยทรัมป์ได้ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าใหม่จากเส้นตายเดิมวันที่ 9 กรกฎาคมออกไปเป็นจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐส่งจดหมายเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% ว่า ทุกคนคงได้ทราบข่าวแล้วว่ามี 10 กว่าประเทศ สหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษี ข้อความระบุว่าให้ประเทศเหล่านี้เร่งเจรจาก่อนวันที่ 1 สิงหาคม สาเหตุเพราะการเจรจาต้องใช้เวลา อัตราภาษีที่ประกาศมีอยู่ 2-3 ลักษณะคือ 1.ถ้ายังไม่ได้เจรจา หรือภาษีอยู่ในอัตราเหมาะสมอยู่แล้วก็จะยืนตามเดิม ส่วนกลุ่มประเทศอัตราภาษีเกิน 40% จะถูกดึงลงมาเพื่อให้อัตราอยู่ที่ 40% นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอัตราคงเดิมและประเทศเคยส่งข้อเสนอไปแล้วจะปรับเข้ากลุ่ม เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เราจึงต้องใช้เวลาช่วงนี้ทำงานให้หนักขึ้น มั่นใจว่าข้อมูลที่ส่งไปก่อนหน้านี้ ผู้ปฏิบัติได้รับแล้ว แต่หนังสือประกาศขึ้นอัตราภาษีออกมา เพราะหากไม่ประกาศจะทำงานไม่ได้ เข้าใจว่าอัตราภาษีจะทำให้เราเข้าไปอยู่ในกลุ่มระดับเดียวกันกับประเทศคู่แข่งทางการค้า และการส่งออกของไทย ทำให้เราสามารถแข่งขันได้ ส่วนข้อเสนอใหม่ที่เรายื่นไปนั้น ปกติข้อเสนอเหล่านี้จะมีรายการจำนวนมาก จะมีการทำเอฟทีเออยู่แล้ว อยู่ในอัตรา 0%

เมื่อถามว่ารัฐบาลมีแผนสำรองหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า แน่นอน ไม่ว่าภาษีจะอัตรา 36% หรือต่ำกว่านั้น เพราะการค้าขายในโลกนี้ ต้องปรับกันใหม่ ส่วนการเยียวยาผู้ประกอบการนั้น อยู่ในแผนอยู่แล้ว แม้จะยังไม่มีข้อตกลง แต่การส่งออกอาจชะลอไป อาจมีผู้ได้รับผลกระทบ แต่เราเตรียมการไว้แล้ว

“มั่นใจว่าข้อเสนอของไทยครั้งนี้จะได้รับข่าวดี เนื่องจากอธิบาย วัดผล และปฏิบัติได้ ได้ผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแล้วหาย เวลาเสนออะไรแล้ว จะรับปากเฉยๆ ไม่ได้ ต้องปฏิบัติได้ด้วย” นายพิชัยกล่าว

Advertisement

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า มาตรการดูแลผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ รัฐบาลมีเม็ดเงินจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท กันไว้สำหรับดูแลผู้ประกอบโดยตรง ประมาณ 10,000 ล้านบาท ยังมีเม็ดเงิน 40,000-50,000 ล้านบาทยังเหลือ นำมาใช้อย่างไร ใช้เมื่อไหร่ ใช้หรือไม่ ต้องรอให้กระบวนการไทย-สหรัฐแล้วเสร็จก่อน ตอนนี้ไม่มีใครตอบได้ว่าจะจบเมื่อไหร่

ขณะที่นายองอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า อัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่ประเทศสหรัฐเรียกเก็บกับประเทศไทยในอัตรา 36% ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ถือว่าช็อกซีนีม่า เพราะเป็นอัตราสูงมาก แม้ว่าจะเป็นอัตราเดิมเคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ก็ตามจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยแน่นอน เนื่องจากคู่ค้าและลูกค้าต้องจ่าย 36% หรือผู้ค้าต้องโอนมาให้กับเราถือว่าสูงมาก 36% ผลกระทบตามมาคือคู่ค้าจะชะลอการซื้อ เพราะราคาสินค้าแพงขึ้นแน่นอน หรือถ้าคู่ค้าไม่ยอมรับสินค้าส่งไป คงต้องเจรจาต่อรองกัน คงต้องเริ่มเจรจากันหลังจากนี้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายว่าจะยอมรับกันได้ที่เท่าไหร่สมาคมจะประชุมกับสมาชิกเพื่อหาทางรับมือ เนื่องจากเมื่อสินค้าเราส่งไปแพงขึ้น อาจทำให้คู่ค้ามองหาสินค้าจากประเทศอื่นถูกกว่ามาทดแทน