‘ลาดบัวหลวง’ลดทำนา ปั๊มเงินพืชดาวรุ่ง ผักบุ้งอู้ฟู่-เมล่อนขึ้นห้าง-ผักพื้นบ้านส่งยุโรป

28.02.16 | 14:41 น.

อำเภอ “ลาดบัวหลวง” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้จะอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองอยุธยาและเมืองหลวง แต่ลาดบัวหลวงก็เป็นหนึ่งในแหล่งเพาะปลูกพืชเกษตรแหล่งใหญ่ ป้อนเข้าสู่ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ทั้งในภาคกลางและภาคตะวันตก กระจายไปทั่วประเทศ รวมทั้งผักมาตรฐานสูงระดับส่งออกยุโรป ที่สำคัญ การรวมกลุ่มเพื่อพึ่งพาตนเองของเหล่าเกษตรกรยังเข้มแข็งจนกลายเป็นต้นแบบที่รัฐบาลให้ความสนใจ


แดนดินดำน้ำชุ่ม

“ฤทธิสรรค์เทพพิทักษ์”นายอำเภอลาดบัวหลวง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มีประชากรในพื้นที่ราว 39,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรที่ถือเป็นหัวใจของเศรษฐกิจของลาดบัวหลวง ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้นมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย โดยปัจจุบันมีโรงงาน 9 แห่งในพื้นที่ ซึ่งหลังจากมีการประกาศผังเมืองรวมจังหวัดให้เป็นพื้นที่สีเขียว ก็ถือเป็นการปิดประตูการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในพื้นที่ไปเรียบร้อย ซึ่งส่งผลดีต่อการเป็นเมืองเกษตร

สำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่นั้นกว่า 80% คือข้าว โดยปลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง โดยปกติมีพื้นที่ปลูกประมาณ 80,000 ไร่ ผลผลิตราวไร่ละ 800 ตัน/ปี แต่ด้วยภาวะภัยแล้งทำให้พื้นที่ปลูกข้าวเหลือราว 58,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีพืชไร่พืชสวนอื่นๆ อีกประมาณ 5,000 ไร่ อาทิ ส้มเขียวหวาน มะพร้าว แต่ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมาก ผลจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 และปศุสัตว์อย่างการเลี้ยงวัว แกะอีกเล็กน้อย

Advertisement

“ปัจจัยที่ทำให้การเกษตรที่นี่ได้ผลดี เพราะพื้นที่เป็นที่ลาดลุ่มน้ำท่วมถึง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้รับการประเมินคุณภาพจากกรมชลประทานว่าดินเป็นเกรดเอบวก รวมทั้งระบบชลประทานที่เข้าถึงมีคลองหลัก คลองซอยมากถึง 33 สาย เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้ต่อหัวสูงถึง 1 แสนบาทต่อปี ถือว่าสูงมากจนน่าอิจฉาสำหรับบุคลากรในภาคการเกษตร” นายอำเภอลาดบัวหลวงกล่าว

ปลูกผักบุ้งอันดับต้นๆ ของไทย

นอกเหนือจากพืชหลักอย่างข้าวแล้ว เกษตรกรในพื้นที่ยังมีการปลูกพืชเสริมอื่นๆ “ชรินทร์ ไตรศักดิ์ศรี” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอลาดบัวหลวง กล่าวว่า มีทั้งเมล่อน ผักบุ้ง เผือกหอม อ้อยคั้นน้ำ ประมาณ 3,013 ไร่ ที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนมากจนเริ่มกลายเป็นรายได้หลัก ซึ่งเกษตรกรมีการเรียนรู้ต่อยอดด้วยตนเอง โดยเฉพาะผักบุ้ง ที่ขณะนี้ลาดบัวหลวงถือเป็นแหล่งปลูกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

“จำนง ทรัพย์เพิ่ม” เกษตรกรรายใหญ่ผู้บุกเบิกการปลูกผักบุ้ง กล่าวว่า ปลูกผักบุ้งมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งพื้นที่ปลูกผักบุ้งส่วนใหญ่อยู่ในตำบลพระยาบันลือและตำบลคู้สลอต ประมาณ 1,000 ไร่ เกษตรกร 20 ราย มีผลผลิตไม่ต่ำกว่า 100 ตันต่อวัน โดยตนมีพื้นที่ทั้งหมด 58 ไร่ มีรายได้ราวปีละ 600,000 บาท ส่งขายในตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และห้างโมเดิร์นเทรด ราคาตั้งแต่ กก.ละ 4-40 บาทตามปริมาณผักบุ้งในตลาด แต่ช่วงอากาศหนาวที่ผ่านมาราคาสูงถึง 5 กิโล 200 บาท

“จำนง” บอกว่า ผักบุ้งมีระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวที่ 20 วัน จึงสามารถปลูกหมุนเวียนได้ตลอดปี และจากปัญหาราคาข้าวจึงมีเกษตรกรสนใจหันมาปลูกผักบุ้งมากขึ้น ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 40-45 ไร่ แต่การปลูกผักบุ้งมีต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ราคาสูงถึงตันละ 9 หมื่นบาท (90 บาท/กก.) ตนจึงเริ่มทดลองผลิตเมล็ดพันธุ์แต่ยังอยู่ในช่วงทดลอง หากสำเร็จจะจดทะเบียนในชื่อ ลาดบัวหลวง 1 เพื่อลดต้นทุนการผลิต

รวมกลุ่มเข้มแข็งปลูกเมล่อน

นอกจากผักบุ้งแล้ว “เมล่อน” ก็กำลังมาแรงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไม่น้อย โดยในปี 2554 มีกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกเมล่อนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พัฒนามาสู่การปลูกเมล่อนในโรงเรือน ใช้ระบบน้ำหยด และรวมกลุ่มกันเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา” จัดจำหน่ายผลผลิตสู่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และพ่อค้าที่มารับซื้อหน้าสวนโดยตรง ภายใต้แบรนด์สไมล์เมล่อน (Smilemelon)

“มาลัย เฉลิมประเทศ” สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา กล่าวว่า กลุ่มมีสมาชิก 30 ราย 58 โรงเรือน โดยกลุ่มจะมีการวางแผนการปลูกชัดเจน ตั้งแต่การหว่านเมล็ดจนกระทั่งเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาราว 80 วัน ต้นทุนโรงเรือนละ 15,000 บาท เมื่อได้ผลผลิตแล้วจะนำมารวมกันเพื่อคัดแยกผลผลิตและจัดจำหน่ายในราคา กก.ละ 85 บาท มีผลผลิตสัปดาห์ละ 1,560 กก. ซึ่งทางท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตยังมีความต้องการอีกมาก แต่ทางกลุ่มยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ

ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มมีรายได้ปีละ 150,000 บาทต่อโรงเรือน ในการจำหน่ายจะหักเงิน กก.ละ 5 บาทเพื่อนำมาบริหารจัดการในกลุ่มซึ่งการรวมกลุ่มเช่นนี้ นอกจากจะสามารถควบคุมผลผลิตได้ตรงกับความต้องการแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ การกู้เงินลงทุน ที่สำคัญยังมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางมากขึ้นด้วย

ผักพื้นบ้านโกอินเตอร์

อีกหนึ่งผลิตผลที่ชาวลาดบัวหลวงภาคภูมิใจคือผักพื้นบ้าน “บัญชา พวงสวัสดิ์” กำนันตำบลสิงหนาท กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักปลอดภัย ตำบลสิงหนาท เริ่มจากการเห็นเกษตรกรขายผักได้ราคาต่ำ จึงมีความคิดจะสร้างมูลค่าเพิ่ม และได้รับคำแนะนำจากเกษตรจังหวัดในการประสานงานกับบริษัทที่ส่งออกผักไปยังต่างประเทศ โดยในปี 2543 ได้เริ่มปลูกผักบุ้งจีน โหระพา และกะเพรา ช่วงแรกมีสมาชิกเพียง 3-4 ราย ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 30 ราย

ผักแต่ละชนิดทางกลุ่มจะกำหนดราคาไว้อย่างชัดเจนกับผู้ซื้อ ทำให้ไม่ขาดทุน และสามารถวางแผนการลงทุนในอนาคตได้ โดยผลผลิตจะต้องผ่านมาตรฐาน GAP ที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นประจำ ในแต่ละวันบริษัทจะมารับซื้อถึงจุดรับซื้อทั้ง 3 จุดในชุมชน หักค่าส่วนต่างจากจุดรับซื้อ 5 บาท/กก. และหักอีก 50 สตางค์เพื่อสมทบใช้ในกิจกรรมของกลุ่ม

ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 บริษัทที่รับซื้อเพื่อส่งออกผลผลิตไปยังกลุ่มยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ เป้าหมายคือร้านอาหารไทยในต่างประเทศ หากมีเหลือจะส่งขายในตลาดไท สามารถสร้างรายได้ให้สมาชิก 400-1,000 บาท/วัน

“การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักสวนครัวปลอดสารเคมีฯตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา ใช้กติกาชุมชนในการบริหารจัดการ สิ่งที่ชุมชนได้นั้นมีค่ามากกว่าเงิน เพราะเราได้ทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อมที่ดี มีคนที่ออกจากภาคอุตสาหกรรมมาปลูกผักมากขึ้น รวมทั้งคนรุ่นใหม่ๆ ด้วย เราได้ทั้งเพื่อนและชุมชนที่เข้มแข็ง” กำนันตำบลสิงหนาทกล่าว

ด้วยต้นทุนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ผนวกกับความเข้มแข็งของเกษตรกร ทำให้ลาดบัวหลวงกลายเป็นแดนเกษตรที่เป็นขุมทรัพย์ทั้งเม็ดเงินและความสุขของชาวบ้านอย่างแท้จริง