ส.อ.ท.เร่งสแกน47กลุ่มอุตฯเจอพิษภาษีทรัมป์ จ่อส่งการบ้านให้คลังเยียวยา ขอซอฟต์โลน-ใช้วัตถุดิบในปท. “ธรรมนัส”ค้านนำเข้าสินค้าเกษตร
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.กำลังเดินหน้ารวบรวมข้อมูลจาก 47 กลุ่มอุตสาหกรรม เตรียมยื่นกระทรวงการคลัง เร่งเจรจาลดภาษีศุลกากรตอบโต้ หลังสถานการณ์การเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐล่าสุด สหรัฐประกาศอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) สำหรับ 22 ประเทศ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยไทยถูกเก็บภาษีสูงถึง 36% สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม 20% มาเลเซีย 25% และอินโดนีเซีย 32%
“ข้อมูลล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2568 เผยว่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนกว่า 58% ของจีดีพี
โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนกว่า 47% ของจีดีพี หากไทยไม่สามารถเจรจาลดภาษีศุลกากรตอบโต้ให้ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง อาจทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าไปสหรัฐสูงขึ้น สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และกระทบส่วนแบ่งตลาด รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ล่าสุด วันที่7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐประกาศเก็บ Reciprocal Tariff กับไทยในอัตรา 36% สูงกว่าภาษีที่ใช้กับเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย หากไม่มีมาตรการรองรับ คาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อภาคการส่งออกอาจสูงถึง 8-9 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลการส่งออกเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 31,044.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตต่อเนื่อง 18.35% และสูงสุดในรอบ 38 เดือน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าในครึ่งปีหลังหากไทยยังเผชิญภาษีในอัตราสูง การส่งออกอาจหดตัวกว่า -10% ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2568 ขยายตัวใกล้ศูนย์” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท.กำลังรอผลการศึกษาจากกลุ่มอุตสาหกรรม โดยจะต้องนำมาวิเคราะห์และตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะเดียวกันกำลังรอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งด้วย ขณะนี้ได้มา 22 ประเทศ จาก 100 กว่าประเทศ เนื่องจากตัวเลขจากหลายๆ ประเทศ เช่น อินเดีย ยังไม่ถูกประกาศอย่างชัดเจน จึงทำให้บางกลุ่มอุตสาหกรรมยังต้องรอข้อมูลในส่วนนี้ก่อน แต่กำลังทยอยทำและจะนำมาเปรียบเทียบดูว่าไทยจะเสียเปรียบมากน้อยแค่ไหน ก่อนยื่นให้กระทรวงการคลัง
นายเกรียงไกรกล่าวว่า เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภาษีและรักษาความสามารถในการแข่งขัน เบื้องต้น ส.อ.ท.เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งดำเนินการตามมาตรการ เยียวยาผู้ประกอบการจากที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้ Local content ภายในประเทศ และกำกับดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน และแข็งค่ากว่าประเทศในภูมิภาค
ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยาและประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงการประชุมของทีมไทยแลนด์ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อแก้ปัญหามาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 11กรกฎาคมว่า อย่ามองว่าไทยจะเจริญมั่นคงด้วยอุตสาหกรรม พูดทุกเวทีว่าจีดีพีรวมของประเทศ โดยมองภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป พอย้ายฐานการผลิต เราก็ดิ่งลงเหว หากฐานรากไม่มีหนี้ จะทำให้จีดีพีขึ้น ในฐานะกูรูผู้ที่คลุกคลีกับเกษตรกร ในการประชุมทีมไทยแลนด์กับทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตนไปคุยเรื่องภาษีทรัมป์ที่บ้านพิษณุโลก และตนเป็นคนพูดเยอะที่สุด ทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา แต่รู้เยอะ รู้มาก คลุกคลีกับความเป็นจริงของเกษตรกรคนฐานราก
“ผมได้เสนอไปว่าจะรับปากใครไม่ได้ เกษตรกรตายหมด แต่บางสินค้าไม่กระทบกับเรา ไม่เกี่ยวกับเกษตรกร ให้นำเข้ามาเลย ไม่ใช่อาชีพหลักของเรา แต่ถ้าเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่วัว นำเข้ามาก็เจ๊ง เกษตรกรจะอยู่อย่างไร ที่เรากลัวแล้วไปแก้ผ้าให้สหรัฐ เอาอย่างเวียดนาม เจอเรียกเก็บภาษี 20% สหรัฐไม่ลดให้ ถ้าคนรู้จริงจะกล้าพูดว่าทำไม่ได้ การเจรจาที่บ้านพิษณุโลก ไม่ให้ใครยอมทุกเรื่อง การตกลงท้ายที่สุดจะจบที่สภา ถ้าสภาไม่เห็นชอบต่อสนธิสัญญาเหล่านี้ก็พับไป ทุกอย่างให้จบที่สภา พรรค กธ.ต้องกล้าคิด ต้องเอาความคิดไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

