หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท.เร่งสแก...

ส.อ.ท.เร่งสแกน47กลุ่มอุตฯเจอพิษภาษีทรัมป์ จ่อส่งการบ้านให้คลังเยียวยา ขอซอฟต์โลน-ใช้วัตถุดิบในปท.

13.07.25 | 06:45 น.

ส.อ.ท.เร่งสแกน47กลุ่มอุตฯเจอพิษภาษีทรัมป์ จ่อส่งการบ้านให้คลังเยียวยา ขอซอฟต์โลน-ใช้วัตถุดิบในปท. “ธรรมนัส”ค้านนำเข้าสินค้าเกษตร

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.กำลังเดินหน้ารวบรวมข้อมูลจาก 47 กลุ่มอุตสาหกรรม เตรียมยื่นกระทรวงการคลัง เร่งเจรจาลดภาษีศุลกากรตอบโต้ หลังสถานการณ์การเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐล่าสุด สหรัฐประกาศอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) สำหรับ 22 ประเทศ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยไทยถูกเก็บภาษีสูงถึง 36% สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม 20% มาเลเซีย 25% และอินโดนีเซีย 32%
“ข้อมูลล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2568 เผยว่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนกว่า 58% ของจีดีพี

โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนกว่า 47% ของจีดีพี หากไทยไม่สามารถเจรจาลดภาษีศุลกากรตอบโต้ให้ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง อาจทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าไปสหรัฐสูงขึ้น สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และกระทบส่วนแบ่งตลาด รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ล่าสุด วันที่7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐประกาศเก็บ Reciprocal Tariff กับไทยในอัตรา 36% สูงกว่าภาษีที่ใช้กับเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย หากไม่มีมาตรการรองรับ คาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อภาคการส่งออกอาจสูงถึง 8-9 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลการส่งออกเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 31,044.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตต่อเนื่อง 18.35% และสูงสุดในรอบ 38 เดือน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าในครึ่งปีหลังหากไทยยังเผชิญภาษีในอัตราสูง การส่งออกอาจหดตัวกว่า -10% ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2568 ขยายตัวใกล้ศูนย์” นายเกรียงไกรกล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท.กำลังรอผลการศึกษาจากกลุ่มอุตสาหกรรม โดยจะต้องนำมาวิเคราะห์และตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะเดียวกันกำลังรอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งด้วย ขณะนี้ได้มา 22 ประเทศ จาก 100 กว่าประเทศ เนื่องจากตัวเลขจากหลายๆ ประเทศ เช่น อินเดีย ยังไม่ถูกประกาศอย่างชัดเจน จึงทำให้บางกลุ่มอุตสาหกรรมยังต้องรอข้อมูลในส่วนนี้ก่อน แต่กำลังทยอยทำและจะนำมาเปรียบเทียบดูว่าไทยจะเสียเปรียบมากน้อยแค่ไหน ก่อนยื่นให้กระทรวงการคลัง

นายเกรียงไกรกล่าวว่า เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภาษีและรักษาความสามารถในการแข่งขัน เบื้องต้น ส.อ.ท.เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งดำเนินการตามมาตรการ เยียวยาผู้ประกอบการจากที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้ Local content ภายในประเทศ และกำกับดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน และแข็งค่ากว่าประเทศในภูมิภาค

Advertisement

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยาและประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงการประชุมของทีมไทยแลนด์ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อแก้ปัญหามาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 11กรกฎาคมว่า อย่ามองว่าไทยจะเจริญมั่นคงด้วยอุตสาหกรรม พูดทุกเวทีว่าจีดีพีรวมของประเทศ โดยมองภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป พอย้ายฐานการผลิต เราก็ดิ่งลงเหว หากฐานรากไม่มีหนี้ จะทำให้จีดีพีขึ้น ในฐานะกูรูผู้ที่คลุกคลีกับเกษตรกร ในการประชุมทีมไทยแลนด์กับทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตนไปคุยเรื่องภาษีทรัมป์ที่บ้านพิษณุโลก และตนเป็นคนพูดเยอะที่สุด ทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา แต่รู้เยอะ รู้มาก คลุกคลีกับความเป็นจริงของเกษตรกรคนฐานราก

“ผมได้เสนอไปว่าจะรับปากใครไม่ได้ เกษตรกรตายหมด แต่บางสินค้าไม่กระทบกับเรา ไม่เกี่ยวกับเกษตรกร ให้นำเข้ามาเลย ไม่ใช่อาชีพหลักของเรา แต่ถ้าเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่วัว นำเข้ามาก็เจ๊ง เกษตรกรจะอยู่อย่างไร ที่เรากลัวแล้วไปแก้ผ้าให้สหรัฐ เอาอย่างเวียดนาม เจอเรียกเก็บภาษี 20% สหรัฐไม่ลดให้ ถ้าคนรู้จริงจะกล้าพูดว่าทำไม่ได้ การเจรจาที่บ้านพิษณุโลก ไม่ให้ใครยอมทุกเรื่อง การตกลงท้ายที่สุดจะจบที่สภา ถ้าสภาไม่เห็นชอบต่อสนธิสัญญาเหล่านี้ก็พับไป ทุกอย่างให้จบที่สภา พรรค กธ.ต้องกล้าคิด ต้องเอาความคิดไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว