หน้าแรก เศรษฐกิจ คิดเห็นแชร์ :...

คิดเห็นแชร์ : พลิกโฉมธุรกิจขนส่งทางถนน ก้าวสู่จุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี

14.07.25 | 12:00 น.

พลิกโฉมธุรกิจขนส่งทางถนน ก้าวสู่จุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี

เมื่อเร็วๆ นี้มีซีรีส์ดังที่หลายต่อหลายคนกล่าวขวัญถึง นั่นคือ “สงคราม ส่งด่วน” (Mad Unicorn) ที่นำเสนอภาพการแข่งขันอันดุเดือดในวงการขนส่งพัสดุ ผ่านเรื่องราวของสตาร์ตอัพโลจิสติกส์สัญชาติไทย ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและแรงกดดันจากการแข่งขันที่เข้มข้น ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพของธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนนในปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การส่งสินค้าให้ถึงปลายทางเท่านั้น แต่ยังต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ความสะดวกรวดเร็วในราคาที่จับต้องได้ ไปจนถึงบริการที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยสำคัญคือ “เทคโนโลยี” เพื่อให้ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนนสามารถก้าวสู่ยุค “ขนส่งอัจฉริยะ” (Smart Logistics) ได้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีที่จะช่วย ‘พลิกโฉม’ ธุรกิจขนส่ง

เทคโนโลยีใหม่ที่เป็นกุญแจสำคัญต่อการพลิกโฉม (Transformation) ของธุรกิจขนส่งทางถนน มีดังนี้

Advertisement

1.ระบบยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Driving): เมื่อ “คนขับ” ไม่ใช่ตัวยืนอีกต่อไป

ในปัจจุบันเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังเริ่มปฏิวัติภาคธุรกิจการขนส่งสินค้าทางถนนในประเทศพัฒนาแล้ว และจะก้าวสู่ประเทศกำลังพัฒนาในไม่ช้า ด้วยศักยภาพในการลดต้นทุน โดยเฉพาะด้านค่าแรงที่สูงถึง 40% ของต้นทุนรวมในธุรกิจขนส่ง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาขาดแคลนคนขับ และสามารถเพิ่มจำนวนชั่วโมงการใช้งานรถบรรทุกได้โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายแรงงาน แม้ต้นทุนด้านเทคโนโลยีในการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีนี้จะสูงถึงราว 20% ของต้นทุนรวม แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนระยะยาวจากต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงและการลดภาระค่าแรงแล้ว ต้นทุนนี้อาจกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คาดว่าการใช้ระบบยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้จะช่วยลดต้นทุนผันแปรของรถบรรทุกได้ถึง 35-40%

ทั้งนี้ แนวโน้มการใช้งานจะเริ่มจากรถบรรทุกไร้คนขับในเส้นทางที่ตรงและไม่ซับซ้อน อย่างไฮเวย์ หรือมอเตอร์เวย์ โดยจะมาในรูปแบบ Platooning หรือขบวนรถไร้คนขับตามหลังรถนำที่ยังมีคนขับควบคุม เนื่องจากการพัฒนารถบรรทุกไร้คนขับของประเทศพัฒนาแล้วอย่างในยุโรปปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถขับเคลื่อนเองได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่กำหนดบนถนนที่การจราจรไม่หนาแน่น (ระดับ 4) แต่ยังไม่ถึงกับการพัฒนาขั้นสมบูรณ์ ที่สามารถขับเคลื่อนเองในทุกสภาพถนนและทุกสถานการณ์ หรือในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น (ระดับ 5) โดยในเดือนมิถุนายน 2567 FedEx และ Amazon ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้านการขนส่งและอีคอมเมิร์ซ ประสบความสำเร็จในการขยายกลุ่มรถบรรทุกไร้คนขับ โดย FedEx ใช้รถบรรทุกไร้คนขับสำหรับการขนส่งระยะไกล ซึ่งสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วน Amazon นำรถบรรทุกไร้คนขับมาใช้สำหรับการจัดส่งทั่วภูมิภาค ซึ่งช่วยลดเวลาส่งของลงถึง 20% และลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 35%

2.ระบบไฟฟ้าขับเคลื่อน (Electrification) จะมาทดแทนการใช้รถบรรทุกดีเซลขนส่งในเมือง

การศึกษาของ Roland Berger ประเมินว่า อีกไม่นานเราจะได้เห็นรถบรรทุกไฟฟ้าเข้ามาแทนที่รถบรรทุกดีเซล เนื่องจากช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ถึง 25-30% และตอบโจทย์การขยายตัวของสังคมเมือง พร้อมกับกระแสรักษ์โลกที่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าเหมาะสำหรับการขนส่งระยะใกล้ในเขตเมือง แต่ยังไม่คุ้มค่ากับการขนส่งทางไกล เพราะแม้ราคาแบตเตอรี่จะมีทิศทางปรับลดลง แต่การขนส่งระยะไกล (1,200 กิโลเมตรขึ้นไป) ต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 1,500 kWh ซึ่งราคาอาจสูงถึง 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประหยัดค่าน้ำมันได้เพียงไม่ถึง 20,000 ดอลลาร์ต่อปี ทำให้คืนทุนได้ช้า อีกทั้งน้ำหนักแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ยังเป็นภาระต่อตัวรถ ทำให้รับน้ำหนักขนส่งสินค้าได้น้อยลง

เมื่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมักจะถูกบังคับใช้เข้มงวดในเขตเมืองมากกว่าในพื้นที่ห่างไกล รถบรรทุกไฟฟ้าจึงมีโอกาสเติบโตในการขนส่งปลายทางในเมืองได้ดีกว่าการขนส่งระยะไกล ดังเห็นได้จากค่าย Mercedes-Benz ผลิตรถ eActros 600 ขนาด 22 ตัน ระยะทางวิ่ง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ เน้นจำหน่ายในตลาดยุโรป และค่าย Tesla ผลิตรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่น Semi ที่ทำระยะทางวิ่งได้ถึง 800 กิโลเมตรต่อการชาร์จ จำหน่ายในตลาดอเมริกาเหนือ โดยรถบรรทุกไฟฟ้าที่มีคนขับอาจผสานกับระบบการขนส่ง Platooning ระยะทางไกล โดยเข้ามารับช่วงในการขนส่งสินค้าในระยะปลายทางก่อนถึงมือผู้รับ (Last-mile Delivery) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่การจราจรซับซ้อนและยังช่วยลดมลพิษในเขตเมืองได้อีกด้วย

3.ระบบดิจิทัล (Digitalization) ทางออกในการยกระดับการให้บริการ

การขนส่งสินค้าในอดีตต้องอาศัยบริษัทรับจัดการขนส่งสินค้าแบบ 3PL (Third Party Logistics) ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงานด้านการขนส่งระหว่างต้นทางและปลายทาง แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้าน AI และ Machine Learning ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง โดยช่วยบริษัทขนส่งให้สามารถใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเชื่อมโยง ข้อมูลขนาดใหญ่จากหลากหลายแหล่ง ทั้งด้านพฤติกรรมการสั่งซื้อ เส้นทางการขนส่ง และระบบติดตามการให้บริการของรถบรรทุกแบบเรียลไทม์ เพื่อนำมาวางแผนและจับคู่ระหว่าง “รถ” กับ “สินค้า” ได้อย่างแม่นยำ ลดปัญหาการวิ่งรถเปล่าซึ่งเป็น Pain Point ที่สร้างภาระต้นทุนให้ธุรกิจนี้มาเนิ่นนานตัวอย่างเช่น Uber Freight ที่พัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะสำหรับการจัดการขนส่งโดยตรงระหว่างผู้ว่าจ้างและคนขับ ช่วยลดอัตราการวิ่งรถเปล่าจากเฉลี่ย 35% เหลือเพียง 10-15% นอกจากนี้ ยังสามารถจัดลำดับเส้นทางแบบต่อเนื่องหลายจุด (Multi-stop Routing) เพื่อใช้รถแต่ละคันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งในยุคใหม่มีความคล่องตัวสูงขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้ามากขึ้น

จุดเปลี่ยนของไทยกับก้าวแรกบนเส้นทางเทคโนโลยี

เมื่อหันกลับมามองธุรกิจขนส่งสินค้าในไทย พบว่าเราเองก็กำลังเริ่มต้นตอบรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในระยะที่แตกต่างกันไป ดังนี้

1.Autonomous Driving-ไทยยังอยู่ในระยะ “ตั้งไข่”

ธุรกิจขนส่งไทยยังเน้นการใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นพื้นฐาน เช่น GPS Tracking และกล้องติดรถยนต์ เพื่อบันทึกพฤติกรรมการขับขี่และป้องกันการทุจริต อีกทั้งการนำระบบกึ่งอัตโนมัติมาใช้ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ เช่น ภายในโรงงาน หรือคลังสินค้า แต่ยังไม่ใช่การขนส่งระยะไกล หรือใช้งานเต็มรูปแบบบนถนนสาธารณะ โดยสถาบันยานยนต์ตั้งเป้าหมายว่าอาจนำรถบรรทุกที่สามารถขับขี่อัตโนมัติโดยขับเคลื่อนได้เองแต่ยังมีคนขับนั่ง หรือขบวนรถบรรทุกระบบ Platooning มาใช้ได้ในพื้นที่ควบคุมเฉพาะภายในปี 2573

2.Electrification-โอกาสใหม่ที่เริ่มเป็นรูปธรรม

กระแสรถบรรทุกไฟฟ้าเริ่มมีบทบาทในไทยบ้างแล้ว โดยเป็นการขนส่งในเมืองระยะสั้น (First mile/Last mile) หรือใช้บรรทุกขนส่งสินค้าภายในองค์กรของบริษัทขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานราชการบางแห่ง โดยมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ เช่น มาตรการจูงใจด้านลดหย่อภาษี รวมถึงแผนสนับสนุนการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น แม้ปัจจุบันจะยังไม่เพียงพอ แต่ก็ช่วยหนุนให้การใช้รถบรรทุกไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์เติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมีจำนวนไม่มากนักเนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ยอดจดทะเบียนสะสมของรถบรรทุกไฟฟ้าทุกประเภท (xEV) มีจำนวน 991 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 116.4% สะท้อนถึงโอกาสทางการตลาดและการลงทุนที่น่าจับตา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานจริงในวงกว้าง เพื่อดึงดูดการลงทุนให้เติบโตได้ต่อเนื่องสู่ระดับที่เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) มากกว่าปัจจุบัน

3.Digitalization-ก้าวเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความหวัง

ธุรกิจขนส่งทางถนนของไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับพื้นฐาน เช่น แอพพลิเคชั่นติดตามสถานะการขนส่ง ขณะที่รายใหญ่ หรือกลุ่มร่วมทุนต่างชาติบางรายลงทุนติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารและเทคโนโลยีความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงกับพันธมิตรที่เกี่ยวเนื่อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งการลงทุนดังกล่าวนับเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านขนส่งสินค้าของไทย โดยเฉพาะการเพิ่มความโปร่งใส ลดความซับซ้อน และลดต้นทุนการดำเนินงาน

โลกปัจจุบันกำลังก้าวสู่ยุคธุรกิจขนส่งอัจฉริยะ ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางถนนของไทยกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจากระบบดั้งเดิมสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพลิกโฉมธุรกิจนี้สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน