ในช่วงกลางปี 2568 บรรยากาศทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน หลายกระทรวงเผชิญการเปลี่ยนแปลงทีมบริหารอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในกระทรวงที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในยุครัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ได้มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการมาแล้วถึง 3 คน
ล่าสุด เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตกเป็นของ อรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 40 ปี จากพรรคกล้าธรรม ผู้ถูกจับตามองว่าจะเป็นความหวังใหม่ของพี่น้องเกษตรกร ด้วยแนวทางการทำงานที่มุ่งเน้นการสานต่อนโยบายเดิมก่อนหน้า ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาที่รุมเร้าภาคเกษตรในหลายด้าน
ขณะนี้ ภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของไทย ซึ่งการนำเข้าสินค้าเกษตร เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการเจรจาการค้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบสนับสนุนที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน
ทั้งหมดนี้คือบททดสอบสำคัญของอรรถกร ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าจะสามารถนำประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมา พลิกฟื้นและขับเคลื่อนนโยบายเกษตรได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความคาดหวังของเกษตรกรทั่วประเทศที่รอคอยการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
⦁สานต่อ9นโยบายดัน3มาตรการด่วน
ก่อนหน้าที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อรรถกรเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้วในรัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นสายตรงมือทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วงเวลานั้นที่เขาได้แสดงผลงานและได้การยอมรับในหมู่ข้าราชการเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ รับฟังทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง
การกลับมากระทรวงเกษตรฯในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการในครั้งนี้อรรถกรได้ประกาศตัดสินใจนำแนวทางการทำงานและนโยบายเดิม ที่ ร.อ.ธรรมนัส และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาสานต่อ และจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและแนวทางบางอย่างให้เป็นฉบับใหม่ของตน
อรรถกรระบุว่า ระยะเวลาที่เหลือต่อจากนี้ ตนและทีมงานจะดำเนินการสานต่อ 9 นโยบายสำคัญที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ คือ 1.เน้นการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ 2.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร 3.บริหารจัดการน้ำทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน 4.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 5.ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง 6.จัดการทรัพยากรทางการเกษตร 7.รับมือกับภัยธรรมชาติ 8.สานต่อการทำสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างต่อเนื่อง และ 9.อำนวยความสะดวกด้านการเกษตร
และพร้อมดำเนินงานมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม 3 ข้อ ดังนี้
1.การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยมีการจัดหาพันธุ์ดี สนับสนุนพันธุ์พืช ประมง และปศุสัตว์คุณภาพได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ ไม่เน้นความหลากหลาย แต่เน้นคุณภาพที่เกษตรกรสามารถผลิตและขายได้ในราคาที่ดี ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯจะกำกับดูแลในมิติของการแปรรูปขั้นต้น รวมถึงการบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯจะดูแลทั้งระบบตั้งแต่ข้อมูลการผลิต การส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหาตลาดได้ด้วยตนเอง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจะต้องปรับตัวเป็นตลาดรองรับผลผลิต
2.เสริมความแข็งแกร่งเกษตรกรให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งต้องผลักดันเรื่องการสร้างโอกาสขยายระยะเวลาการชำระหนี้ของเกษตรกร และสร้างวินัยทางการเงินเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีเงินลงทุนทำการเกษตร รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร
3.ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยให้เป็นปัจจุบัน เพื่อลดขั้นตอนและกระบวนการที่เป็นอุปสรรค และป้องกันสินค้าเกษตรที่ทะลักเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยให้ทุกหน่วยงานทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่ใช้อยู่ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางแก้ไขพร้อมไทม์ไลน์ที่ชัดเจนเพื่อผลักดันให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม
อรรถกรกล่าวว่า นโยบายทั้งหมดนี้ เป็นการสานต่อนโยบายเดิมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้เกษตรกรลดต้นทุน มีรายได้ และมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นและการดำเนินงานนับจากนี้จะมีการติดตามผลความก้าวหน้าในทุกนโยบายอย่างต่อเนื่องโดยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างแข็งขันของทุกภาคส่วนและขอขอบคุณครอบครัวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับความร่วมมือในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้
ซึ่งภายในงานมอบนโยบาย อรรถกรได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะยอมรับว่าการที่ได้ขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการได้เพราะการผลักดันจาก ร.อ.ธรรมนัส แต่สิ่งที่ตั้งใจคือการทำให้ภาคเกษตรกรรมของไทยก้าวหน้า ประสบความสำเร็จ และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยจะเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามเป้าหมายที่วางไว้ และประกาศว่าจะทำงานเน้นการลงพื้นที่จริง และจะทำงานอย่างไม่มีวันหยุด
⦁ภารกิจแรก-แผนงานเร่งด่วน
สำหรับแผนงานระยะสั้นช่วงแรกที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคอรรถกรเริ่มขับเคลื่อนต่อ คือการลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม รวมถึงการลงพื้นที่หาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเริ่มที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเผชิญปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน อรรถกรยืนยันกับพี่น้องชาวเกษตรกรว่ากระทรวงเกษตรฯจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
อรรถกรกล่าวว่า การดำเนินการช่วงแรก จะเริ่มจากนโยบายการรับมือภัยธรรมชาติควบคู่กับการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยมีการจัดหาพันธุ์ดีสนับสนุนพันธุ์พืชคุณภาพ ซึ่งการลงพื้นที่ที่สกลนครและร้อยเอ็ดครั้งล่าสุด กระทรวงได้มอบปัจจัยการผลิตที่จำเป็นให้เกษตรกร อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์คุณภาพดี เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น โดยมีกรมการข้าวเป็นเจ้าภาพในการประสานงานหลัก
“วันนี้สิ่งที่เราทำคือการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและวางแผนระยะยาวไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าการใช้พันธุ์ดี ปุ๋ยดี จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นช่วยลดต้นทุน และเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในรอบต่อไปได้อย่างมั่นใจ” อรรถกรกล่าว
นอกจากนี้ อรรถกรกล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน มีแนวทางการช่วยเหลือระยะสั้นเบื้องต้น ดังนี้
1.เร่งระบายน้ำทันทีที่น้ำเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร จะประสานงานกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด
2.สำรวจความเสียหายและเติมเต็มปัจจัยการผลิต ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตร เพื่อพิจารณาการสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็น อาทิ เมล็ดพันธุ์ต่างๆ หรือการปรับปรุงหน้าดินให้กับเกษตรกร
สำหรับแผนระยะยาวแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและลดต้นทุน นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว อรรถกรกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯยังมองถึงแผนระยะยาวในการแก้ปัญหาน้ำท่วม และจะมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากให้ได้ โดยจะร่วมดำเนินการกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ อรรถกรย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯที่ได้ประกาศไว้ ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยเชื่อว่าการลดต้นทุนจะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของเกษตรกรได้ นอกจากนี้จะมีการนำเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการเกษตรที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อให้เกษตรกรมีความแม่นยำในการทำเกษตรมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของกระทรวงในการยกระดับภาคเกษตรไทย
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่หลายภาคส่วนจับตามองคือภารกิจการดูแลเกษตรกรไทย จากผลกระทบของการขึ้นภาษีสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายฝ่ายคาดกันว่า ยังไงภาคการเกษตรอาจจะต้องแบกหรือเจ็บเช่นกัน เพื่อความจำเป็นตรงนี้ อรรถกรระบุว่า สำหรับประเด็นที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศยืนยันที่จะเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ไทยที่ 36% นั้น เชื่อว่าไม่เพียงแต่ภาคการเกษตรเท่านั้นที่ต้องปรับตัว ทุกภาคส่วนจะต้องมีการปรับตัวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังว่าการเจรจาของคณะผู้แทนไทยจะบรรลุผลและสามารถปิดดีลลดหย่อนเปอร์เซ็นต์ได้ แต่ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านสินค้าเกษตร ในการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดรวมถึงปกป้องเกษตรกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ปัจจุบันผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯหลายท่านอยู่ในทีมเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ มองว่าไทยเป็นคู่ค้าที่ดีต่อสหรัฐ และเป็นตลาดสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย แต่มีบางประเด็นที่จำเป็นต้องปกป้องเกษตรกร เพราะถ้าเรายอมทุกด้านก็จะเกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกร
จะต้องติดตามต่อไปว่าอรรถกรจะดำเนินงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปในทิศทางไหน และจะสามารถแก้ไขปมปัญหาที่ค้างคาของภาคการเกษตรได้ดีกว่าเดิมหรือไม่
⦁เสียงจากภาคการเกษตรหวัง‘อรรถกร’สานต่อ
หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปรับโฉมใหม่ไม่นาน เกษตรกรในภาคต่างๆ ต่างมีข้อเสนอให้กับรัฐมนตรีเกษตรฯป้ายแดง ที่หวังจะมาช่วยทำให้เกษตรกรสาขาต่างๆ มีความยั่งยืนในอาชี
เริ่มจาก อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ได้ส่งหนังสือด่วนเพื่อให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำติดต่อกัน โดยมีสาเหตุจากการนำเข้าน้ำยางราคาถูก การแข่งขันจากยางสังเคราะห์ ค่าเงินบาทแข็งตัว และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกรสวนยาง
ในหนังสือระบุว่า ข้อเสนอเร่งด่วน 5 ข้อต่อรัฐมนตรีเกษตรฯ มีดังนี้
1.ยกเลิกนโยบายนำเข้าน้ำยางข้นราคาถูก
เรียกร้องให้ยกเลิกหนังสือที่ กษ0939/ว1193 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 และตรวจสอบการนำเข้าน้ำยางข้นสูตรเฉพาะจากต่างประเทศที่อาจเป็นเพียงข้ออ้างนำเข้ายางราคาถูกอย่างผิดวัตถุประสงค์ ส่งผลต่อราคาภายในประเทศ และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายควบคุมยาง พ.ศ.2542
2.ปรับชั้นพันธุ์ยาง RRIM 600 และสนับสนุนพันธุ์ประสิทธิภาพสูง
เสนอให้ลดชั้น RRIM 600 เป็นชั้น 3 เนื่องจากผลผลิตต่ำและไม่ทนโรค พร้อมขอให้รัฐบาลสนับสนุนการใช้พันธุ์ RRIT 3904 และอนุญาตให้นำเข้า “อีทีฟอน พลัส 5%” เพื่อเพิ่มผลผลิตระยะสั้น โดยใช้งบประมาณ 150 ล้านบาทจากเงินอุดหนุนรักษาเสถียรภาพราคายาง
3.ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน
ขอให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ส่งเสริมการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยเฉพาะสูตรในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยได้รับความเห็นชอบจาก กนย.แล้ว
4.เร่งประกาศมาตรฐานและชั้นยางที่ล่าช้านานกว่า 12 ปี
เรียกร้องให้ประกาศชั้นยางตามมาตรฐานใหม่ทุก 4 ปี ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยางฯ ซึ่งครั้งล่าสุดคือปี 2556 เพื่อให้ตลาดมีความชัดเจนในการซื้อขาย ลดความเสียเปรียบของเกษตรกร
5.บังคับใช้กฎหมายควบคุมยางให้เป็นธรรมต่อเกษตรกร
เรียกร้องให้บังคับใช้มาตรา 23 อย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้ค้ายางจัดทำบัญชีรายเดือน และเปิดเผยข้อมูลราคาขายล่วงหน้าให้เกษตรกรทราบ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนผลิตและจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ สยท.ยังเรียกร้องให้อรรถกรแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมยางให้ครบถ้วนโดยเร็วตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 และผลักดันให้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การล่มสลายของอุตสาหกรรมยางพาราไทย
ทั้งนี้ สมาคมยินดีเปิดรับข้อเสนอจากนักวิชาการหรือหน่วยงานภาครัฐที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่เป็นไปได้จริง และพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ต่อมา เรื่องของข้าว ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่ต้องสานต่อการดูแลอย่างใกล้ชิด โดย ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ขอให้เร่งรัดใน 3 เรื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 25 ไร่ต่อครัวเรือน สำหรับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนฤดูการผลิตข้าวนาปรัง 2568 แล้ว จำนวนประมาณ 8.5 แสนครัวเรือน ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 7 พันล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ซึ่งล่าสุดทางอรรถกรรับปากว่าจะเร่งเรียกประชุมอนุกรรมการผลิตฯให้เร็วที่สุด และได้มีการประสานงานไปยังกรมการข้าวเพื่อกำหนดวันการประชุมใหม่ให้แน่ชัด เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มี พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและเห็นชอบต่อไป
ปิดท้ายด้วย สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า อยากฝากความหวังให้อรรถกรช่วยผลักดันนโยบายในเรื่องการเลี้ยงสุกรให้ครอบคลุม และช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะส่งเสริมการปลูกวัตถุดิบในประเทศ ให้เพิ่มผลผลิตมากกว่านี้
และย้ำว่า สินค้าเกษตรโดยเฉพาะ “เนื้อหมู” ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนบนโต๊ะเจรจาผลประโยชน์การค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำแต่ต้นทุนสูง และยังเกี่ยวพันกับความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ เพราะไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างเข้มข้นเช่นสหรัฐได้อย่างเป็นธรรม
ทั้งหมดคือภารกิจสำคัญที่พี่น้องชาวเกษตรไทยหวังให้ รมว.เกษตรฯยุคใหม่สานต่ออย่างจริงจังและเกิดผล

