หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์กรุงเทพ ...

แบงก์กรุงเทพ ปักหมุดอินโดฯ หนุน เพอร์มาตา ก้าวเข้าสู่ธนาคารระดับภูมิภาค เต็มรูปแบบ

13.07.25 | 20:47 น.

แบงก์กรุงเทพ ปักหมุดอินโดฯ หนุน เพอร์มาตา สยายปีกแข็งแกร่งในอาเซียน พร้อมก้าวเข้าสู่ธนาคารระดับภูมิภาค เต็มรูปแบบ

10 อันดับ ประเทศมีประชากรมากที่สุด หลายคนคงตะลึงเมื่อเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไทยแลนด์ อย่างอินโดนีเซีย ผงาดเป็นอันดับ 4 ด้วยจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคน ทำให้ประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพอย่างมหาศาล และกำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ที่น่าจับตามอง ในแง่การลงทุน

ภูมิประเทศโดยรวมประเทศอินโดฯ ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ ภูเขาสูง หรือแม้แต่ภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ มีอากาศร้อนชื้น ฝนตกชุกตลอดทั้งปี แม้ว่าอินโดฯจะเจอความท้าทายทางภูมิศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ดรอปลง ในทางกลับกันยังเป็นตลาดใหญ่สุดในอาเซียน และหากพูดถึง อัตราการเติบโต GDP ของอินโดนีเซีย ในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บาหลี ไม่ใช่เพียงแต่จังหวัด หรือชื่อเกาะ แต่คือสถานที่ที่ร่ำรวยด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ใช้ภาษาสื่อสารกันถึง 200 ภาษา แม้จะเป็นเกาะ แต่วิถีชีวิตของผู้คนดำเนินอย่างควั่กไขว่ ด้วยพื้นที่ทั้งหมด 5,634 ตารางกิโลเมตร  ประชากรอยู่อย่างแน่นหนา ราว 3.4 ล้านคน แน่นอนว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ย่อมเติบโตตาม ขณะเดียวกันบาหลียังเป็นหมุดหมายหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของธนาคารเพอร์มาตาด้วย

Advertisement

บาหลี เป็น 1 ใน 34 จังหวัดของอินโดฯ มีเอกลักษณ์โดดเด่นทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม หากพูดถึงในด้านการท่องเที่ยว บาหลีก็เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงระดับโลก สถานที่ท่องเที่ยวอาทิ หาดเคลิงคิง น้ำตกเชกุมปุล ภูเขาไฟบาร์ตูร์ ขณะเดียวกันหมุดหมายสำคัญแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของวัดสวยงาม เช่น อูลันดานู บราตัน วัดฮินดูที่มีชื่อเสียงสุดในเกาะ รายล้อมไปด้วยทะเลสาบบราตัน หมอกจางๆปกคลุม ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น สำหรับไฮไลต์ที่ชวนละสายตาไม่ได้ นั่นก็คือ เจดีย์ 11 ชั้น ตั้งตระหง่านกลางวัด หากมองดีๆ ในช่วงระดับน้ำเพิ่มสูง จะดูเหมือนว่าวัดกำลังลอยน้ำอยู่บนน้ำอย่างน่าเหลือเชื่อ

อูลันดานู บราตัน

ถัดมาที่ เมืองหลวงอย่าง จาการ์ตา จัดเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะชวา ประกอบด้วยประชากรมากกว่า 10 ล้านคน และนับว่าเยอะที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย จุดเด่นทางด้านประชากร ทำให้จาการ์ตา เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เดิมจาการ์ตาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของดัตช์ (ฮอลันดา) ต่อมาในปี พ.ศ. 2488 ได้รับเอกราชกลายเป็น จาการ์ตาในปัจจุบัน

จาการ์ตา

จุดเด่นของอินโดฯ ทำให้หัวเรือใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ตัดสินใจตีตลาดธนาคารอินโดฯในปี พ.ศ. 2563 ขณะที่โลกเกิดพายุแห่งความโกลาหล จากวิกฤตโรคระบาดโควิด 19 การลงทุนจำนวนมากถูกเบรกด้วยความกลัว จนกลายเป็นตัวแปรหลักในโลกธุรกิจ แต่ถึงอย่างไร วิสัยทัศน์ผู้นำย่อมเดินหน้า และไม่ถอยหลัง

ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค และเป็นธนาคารต่างชาติแห่งแรกของอาเซียนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารในอินโดฯ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511 นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ใช้สายตาแห่งผู้นำมองขาดถึงศักยภาพการเติบโตของอินโดฯในระยะยาว นำทัพธนาคารกรุงเทพเดินหน้าเชื่อมต่อโอกาส สู่การเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

นายชาติศิริ กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2563 ธนาคารได้เข้าซื้อกิจการธนาคาร พีที เพอร์มาตา ทีบีเค (ธนาคารเพอร์มาตา) และได้ควบรวมธนาคารกรุงเทพ 3 สาขา ได้แก่ สาขาจาการ์ตา สาขาสุราบายา และสาขาเมดาน เข้ากับธนาคารเพอร์มาตา เพื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกัน เสริมศักยภาพด้านบริการ และมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า อีกทั้งยังเป็นช่องทางการจับคู่ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างครบวงจร ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ธนาคารกรุงเทพและธนาคารเพอร์มาตาเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

อันดับ 4 อย่างมั่นคง ไทยเป็นตลาดส่งออกหลักของอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2567 การลงทุนของไทยในอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงถึง 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในช่วงปีพ.ศ. 2560-2565 นักลงทุนไทยได้ลงทุนรวม 1.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในกว่า 1,400 โครงการทั่วประเทศอินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซียนับเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ในปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าไปยังอินโดนีเซียมูลค่า 10.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยเป็นจุดหมายส่งออกใหญ่อันดับ 4 ของอินโดนีเซีย โดยมีมูลค่าการส่งออกจากอินโดนีเซียมายังไทยถึง 7.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นางเมลิสา รุสลิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพอร์มาตา กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านทรัพยากรและแรงงาน โดยปัจจุบันรัฐบาลดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ “Golden Indonesia” ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และโครงการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปีพ.ศ. 2588

นางเมลิสา รุสลิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพอร์มาตา

สำหรับปีพ.ศ. 2567 ธนาคารเพอร์มาตาได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ตราสัญลักษณ์ “บัวหลวง” เพื่อสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในมาตรฐานการให้บริการ ภายใต้แนวคิด “One Family One Team” ของธนาคารกรุงเทพ โดย ณ สิ้นปี พ.ศ.2567 ธนาคารเพอร์มาตาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2566

โดยตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการในปีพ.ศ. 2563 สัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศต่อสินเชื่อรวมของธนาคารกรุงเทพเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 25% (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2567) ส่งผลให้ปัจจุบันธนาคารเพอร์มาตาเป็น 1 ใน 10 ของธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มีเครือข่ายสาขาให้บริการ 240 สาขา กระจายอยู่ใน 82 เมืองสำคัญทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้ากว่า 6.2 ล้านราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568)

เปี่ยมนวัตกรรมบริการลูกค้า ยกระดับธนาคารเพอร์มาตา ด้วยบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆของธนาคาร ถัดมาคือ การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือการบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับธุรกิจออนไลน์

และสำหรับบริการโมบายแบงก์กิ้งใหม่ล่าสุด คือ สามารถคำนวณแลกเปลี่ยนได้ทันที และจัดการธุรกรรมระหว่างประเทศได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังรองรับการทำธุรกรรมผ่านคิวอาร์โคด ในประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และยังสามารถถอนเงินไม่ใช้บัตรได้ที่ร้านสะดวกซื้อ Indomaret ที่มีมากกว่า 20,000 สาขาทั่วโลก

“เพอร์มาตา” จุดแข็งใหม่ของแบงก์กรุงเทพในอินโดนีเซีย

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวอย่างมีหวังว่า อยากให้ทุกคนได้มาเห็นกับตาตัวเองถึงศักยภาพของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเกาะบาหลี ที่แม้จะมีปัญหาการจราจรติดขัด ก็สะท้อนถึงความคึกคักของเศรษฐกิจ ซึ่งจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศก็ยิ่งติดขัดมากกว่าเดิมอีก นั่นแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ดร.กอบศักดิ์ เล่าย้อนว่า ธนาคารกรุงเทพติดตามและสนใจธนาคารเพอร์มาตามานานแล้ว ไม่ใช่การตัดสินใจซื้อแบบเร่งรีบ แต่เป็นเพราะเห็นว่าอินโดนีเซียเป็นหัวใจสำคัญของภูมิภาค และในช่วงเวลานั้นก็มีหลายแบรนด์พยายามเข้าซื้อกิจการในอินโดนีเซียเช่นกัน ที่ผ่านมา ธนาคารมีความสัมพันธ์กับนักธุรกิจระดับเจ้าสัวของอินโดนีเซีย ทำให้มีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันธุรกิจสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพในอินโดนีเซียก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

เมื่อธนาคารเข้าซื้อเพอร์มาตา ได้มีการพูดคุยกับลูกค้าในอีกมุมหนึ่ง โดยถามว่าลูกค้าต้องการบริการอะไรเพิ่มเติม เช่น บริการโมบายแบงก์กิ้ง ซึ่งช่วยให้สามารถให้บริการลูกค้าได้ครบวงจร และส่งผลให้กำไรของธนาคารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกำไรส่วนหนึ่งที่มาจากเพอร์มาตาในอินโดนีเซีย

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวพลางยิ้มว่า โชคดีที่เพอร์มาตาเป็นหนึ่งในธนาคารรายสุดท้ายที่ยังสามารถเข้าซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม โดยในปีนี้มีธนาคารอีกแห่งคือ Panin ที่เปิดขายกิจการ แต่สุดท้ายธนาคารกรุงเทพตัดสินใจไม่ซื้อ ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารได้หารือร่วมกันว่าจะเดินหน้าให้เพอร์มาตาเป็นแบบ “One Family One Team” อย่างไร โดยมีการพูดคุยทั้งจากทีมไทยและทีมอินโดนีเซีย ซึ่งพบว่าเพอร์มาตามีเทคโนโลยีและแนวทางที่ดีหลายอย่าง โดยเฉพาะบริการโมบายแบงก์กิ้งที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ถือเป็นก้าวสำคัญของธนาคารกรุงเทพ และในอนาคต อยากเห็นประเทศไทยมีธนาคารระดับภูมิภาค (Regional Bank) อย่างแท้จริง ซึ่งธนาคารกรุงเทพก็กำลังก้าวไปสู่จุดนั้น และจะกลายเป็นธนาคารที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในช่วงที่อาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลง

อินโดนีเซียประชากร 280 ล้านคน ที่อาศัยอยู่บนเกาะกว่า 17,000 หมู่เกาะ

“หากสังเกตจะพบว่าเมืองไทยมีนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียเข้ามาเยอะ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ไม่ธรรมดา มีประชากรประมาณ 280 ล้านคน หลายคนชอบคิดว่าอินโดนีเซียยังยากจนกว่าไทย แต่คำถามคือ ทำไมโรงแรมของเขาถึงใหญ่กว่าเรา? คำตอบก็คือ ฐานประชากรเขาใหญ่ พีระมิดกว้าง คนจนก็เยอะ แต่คนรวยก็รวยมากจริงๆ” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ดร.กอบศักดิ์ ชวนสังเกตว่า หากไปดูอาคารระฟ้าในจาการ์ตาจะเห็นถึงการออกแบบที่มีรสนิยม เจ้าของกิจการจำนวนมากมีความมั่งคั่งและสามารถทำธุรกิจได้หลากหลาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างบริษัทไทยที่เข้ามาวางฐานในอินโดนีเซีย เช่น ธุรกิจพลังงาน SCG กลุ่มมิตรผล ห้างเซ็นทรัล และชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วนที่เลือกบาหลีเป็นจุดเริ่มต้น เพราะธนาคารเพอร์มาตาเริ่มต้นที่นี่และมีสำนักงานใหญ่ ก่อนจะประสบวิกฤตในปีพ.ศ. 2540 แล้วถูกควบรวมกับธนาคารอื่นๆ กลายเป็น “เพอร์มาตา” อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ห้างในจาการ์ตา

แนวทางบริหารจัดการแบบอนุรักษนิยม ยึดโยงแบงก์กรุงเทพ–แบงก์เพอร์มาตา เข้าด้วยกัน

ด้าน นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากถามว่าพอใจกับความสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าพอใจอย่างยิ่ง ในช่วงปีพ.ศ. 2562 ตอนที่เข้าซื้อกิจการ ก็มีการประเมินว่าระบบการบริหารของเพอร์มาตาจะเข้ากันได้หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่โชคดีมากคือ ระบบบริหารของเพอร์มาตามีแนวทางแบบ conservative หรืออนุรักษนิยม ซึ่งธนาคารกรุงเทพเองก็มองว่านี่คือจุดแข็ง เพราะเป็นแนวทางที่มั่นคงและยั่งยืน

ส่วนกลยุทธ์ต่อไปที่คาดหวังคือ การให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคารในอินโดนีเซียยังเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ขณะที่ชาวต่างชาติยังมีสัดส่วนไม่มาก

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ดร.กอบศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า “อินโดนีเซียมีเศรษฐกิจที่ใช้ได้เลย 10 ปีที่ผ่านมา เขามีประธานาธิบดี โจโก วิโดโด (โจโกวี) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ริเริ่มโครงการโครงสร้างพื้นฐานมากมาย ทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ เมืองหลวงใหม่ สนามบิน ทุกอย่างโจโกวีทำไว้ครบ และตอนนี้อินโดนีเซียกำลังมีประธานาธิบดีคนใหม่ ทุกคนก็ตั้งตารอดูว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าอย่างไร และหากมองดีๆ อินโดนีเซียตอนนี้คล้ายกับประเทศไทยในยุคปีพ.ศ. 2523 ถึงช่วงปีพ.ศ. 2533 ที่เรากำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและบูรณาการประเทศไปข้างหน้า”

เมื่ออินโดนีเซียกำลังเร่งเครื่องเต็มสูบ โดยหวังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและอินโดนีเซียจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ 2 ประเทศอีกต่อไป แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่อาจส่งแรงสะเทือนไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยด้วย ท่ามกลางความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจโลกหลายด้าน การมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มั่นคง นับเป็นแต้มต่อที่ไม่ควรมองข้าม

และถ้าอาเซียนจะกลายเป็นเวทีใหญ่ของการเติบโตในอนาคต อินโดนีเซียก็คงเป็นตัวหลักที่ทุกคนจับตามอง ส่วนประเทศไทยเองก็มีโอกาสไม่น้อย ถ้ารู้จักใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์