ปี2568 ผ่านไปแล้ว 6 เดือน ท่ามกลางปัจจัยกดดันต่อการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน ซึ่งหลายปัจจัยแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อต่อ โดยเฉพาะภาวะสงครามในตะวันออกกลาง สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายทรัมป์ 2.0 รวมถึงกำลังซื้อในประเทศหดตัว และความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเพิ่มขึ้น
ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตการอะไร กลุ่มแรกที่จะรับแรงกดทับจากปัญหาต่างๆ ไม่ได้นาน คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายย่อย ที่มีเสียงโอดครวญถึงปัญหาที่กำลังเผชิญ และอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข
นายบุญชู กมุทมาโนชญ์ ประธานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ภาคเหนือ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจฐานราก 6 เดือนแรกของภาคเหนือสะท้อนจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยืนยันการซื้อขายลดลงมาตลอดตั้งแต่ต้นปีและเบาบางถึงปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะใช้งบผ่านการแจกเงินหมื่นบาท แต่เงินดังกล่าวก็ยังไม่ถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเท่าที่ควร เมื่อปัญหารายได้ไม่มากขึ้น เทียบรายได้ปี 2567 ไม่ได้เลยบวกค่าใช้จ่ายเท่าเดิม ก็เกิดปัญหาหนี้สะสม และธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อใหม่ การจะเพิ่มเงินทุนก็ชะงัก ทำให้การทำธุรกิจก็ติดขัดและไม่ลงทุนใหม่ ดูจากการลงทุนซื้ออาคารพาณิชย์และรถยนต์เพื่อใช้ประกอบกิจการลดลงและถูกยึดจำนวนมาก บางส่วนเริ่มเจอปัญหาปรับค่าแรงและหากกำหนดให้ปรับค่าแรง 400 บาทต่อวันในภาวะรายได้ต่ำและต้นทุนสูง กังวลว่าจะเกิดการเลิกจ้างพุ่ง อาคารพาณิชย์ขายไม่ออกเพราะนิยมหันไปค้าขายบนออนไลน์ก็ไม่ต้องมีอาคารเหมือนในอดีต
“6 เดือนหลังปีนี้ เศรษฐกิจในเอสเอ็มอีคงยังไม่ดีขึ้นการปรับขึ้นภาษีทรัมป์มีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการลงทุนและการบริโภคของเอสเอ็มอี เมื่อสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศมากขึ้น สินค้าที่เคยเข้าสหรัฐ อย่างจีน ก็ต้องหาทางระบายไปประเทศต่างๆ ร่วมถึงไทยตอนนี้สินค้าจีนและประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกก็ทะลักเข้าไทยมาก กระทบให้สินค้าเอสเอ็มอีไทยขายได้ยากเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่สหรัฐจะเรียกเก็บก็ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย แม้จะเจรจาได้ต่ำ 36% ก็ยังต้องเสียภาษีนำเข้าที่สูงอยู่ดี ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ รัฐควรทบทวนการปรับค่าแรง 400 บาท ออกกองทุนหรือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำลงอีก แม้ใช้ซอฟต์โลนควรจัดสรรเงินแยกเป็นธุรกิจใหญ่ 40% กลาง 30% และเล็ก 30% หากไม่แยกประเภทเงินก็จะไหลไปใหญ่-กลาง เหลือให้เล็กน้อยมาก อยากเห็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจบูรณาการอย่างแท้จริงเพื่อลดปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เรื่องเสถียรภาพการเมืองอย่างไรก็เชื่อว่าจะได้รับการแก้ไขและใช้เวลาสั้นกว่าการฟื้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านไม่ปรับค่าแรง 400 บาท เร่งปล่อยสินเชื่อรายย่อย และลดขั้นตอนการทำธุรกิจ” นายบุญชูกล่าว
นายวรากร เจียรเสริมสิน ประธานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ภาคอีสาน สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ทั้งภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการบริการ กำลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ หลังจากสหรัฐจะปรับขึ้นภาษีนำเข้า ภาคผลิตกระทบคำสั่งซื้อขายแล้วกว่า 20% ภาคบริการมีการปิดตัวทั่วประเทศหลายหมื่นราย ซึ่งสะสมมาตั้งแต่เกิดโควิด คนเปลี่ยนอาชีพ แรงงานไทยไม่กลับมาทำงานเท่าเดิม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐไม่ต่อเนื่อง และกระตุ้นไม่ต้องจุด เงินที่รัฐออกมาไม่เกิดการหมุนเวียนในประเทศหลายรอบเหมือนก่อน แต่เกิดเงินไหลออกนอกประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติมากขึ้น ไตรมาส 3 ของปีจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวและการค้าขาย จึงกดดันรายได้ของธุรกิจหายไป
นายวรากรกล่าวอีกว่า จากนี้จะเห็นธุรกิจเป็นเอ็นพีแอลโตพรวด จากปัญหาที่สะสมมานาน สมาพันธ์เราพูดมาตลอดเรื่องขอให้รัฐเร่งแก้การเข้าถึงสินเชื่อได้ยากและอย่าปล่อยให้เป็นหนี้นอกระบบเพิ่ม ตอนนี้หนี้นอกระบบที่เรียกว่าหมวดกันนอต ที่เก็บดอกเบี้ยกู้รายวันสูงมาก หากคิดเป็นอัตราต่อปีอาจสูงถึง 600% ข้อเสนอที่จะแก้ปัญหาเร่งด่วน คือ รัฐควรตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี จัดสรรงบเพื่ออบรมอาชีพรายย่อยต่อเนื่อง แยกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เร่งแก้ปัญหาค้าชายแดน
“เรื่องเร่งด่วนตอนนี้่อยากให้หน่วยงานรัฐแก้ไข คือ ปัญหาดัมพ์ราคาร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ หรือชาบู รายใหญ่กำลังส่งผลต่อร้านริมถนนและร้านเล็กๆ ขายไม่ได้ รายเล็กสายป่านไม่ยาวปรับตัวไม่ได้ทันเหตุการณ์หากมีรายใหญ่แข่งตัดราคา รัฐควรมีกฎหมายออกมาควบคุมด้วย ปล่อยไปอย่างนี้ รายทั่วไปเจ๊งกันหมด ตอนนี้รายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากในอีสานอ่อนแอลงมาก พูดได้ว่าเป็นเศรษฐกิจที่เหนื่อยยากที่สุดอีกครั้ง” นายวรากรกล่าว
นายสมศักดิ์ ธีรภาสกุลวงศ์ ประธานกลุ่มจังหวัดภาคกลาง-ปริมณฑล สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ปัญหาสะสมทางสังคม เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการเมือง กระทบต่อการทำธุรกิจ อย่างกลุ่มอาหารแม้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ แค่รายได้ก็หายไป 50% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เอสเอ็มอีสายป่านไม่ยาว หนี้แยะ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ใหม่ ต้องเริ่มปิดสาขา ลดพนักงาน กำลังซื้อไม่ดีการจะปรับราคาขายก็ไม่ได้ รายย่อยจึงแย่ลงและหายไปทุกวัน ประกอบแพลตฟอร์มและออนไลน์ที่ขายของราคาถูกเข้ามาชิงลูกค้ากันรุนแรง กำลังส่งผลรุนแรงต่อร้านค้าย่อยตามหัวเมืองและเมืองรองเงียบมาก
“ปัญหารายได้น้อย หนี้สูงขึ้น และความไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจและการเมืองเป็นอย่างไร จะกลายเป็นระเบิดเวลาทำให้ธุรกิจพังรุนแรง ธุรกิจจะเจอธนาคารฟ้องแยะอย่างไม่เคยเกิดขึ้น หลายมาตรการที่รัฐผลักดันทางปฏิบัติก็ไม่ต่อเนื่อง เช่น เทคโนโลยี ก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งเอสเอ็มอีจะรอดได้เร็วที่สุด ตอนนี้ คือ การเร่งแก้ไขเงินทุนให้เพียงพอ เพิ่มด้วยโนว์ฮาว รณรงค์ใช้ของไทยป้องกันสินค้าต่างชาติทะลัก และรัฐเป็นผู้นำวางตำแหน่งประเทศไทยว่าจะไปทางใด ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และลงทุน ถามถึงเศรษฐกิจเอสเอ็มอี พูดได้คำเดียว ต้องเยียวยาและแก้ไข” นายสมศักดิ์กล่าว
นายจักรพรรณ วัลแอ เลขาธิการสมาพันธ์เอสเอ็มอีภาคใต้ กล่าวว่า 6 เดือนแรกปีนี้ จีดีพีภาคใต้ไม่ค่อยขยับ แต่ธุรกิจต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอด จากปัญหารายได้ต่ำลง รายจ่ายไม่ลดตาม และปัญหากำลังซื้อไม่ดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ได้หวือหวา สำหรับภาคใต้การท่องเที่ยวยังดีอยู่ ยังกระจายตัวไปถึงรายย่อย หวังว่าไทยเที่ยวคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นแต่ก็ไม่ได้มาก
“แผงลอยและร้านค้าทั่วไปแม้ในจังหวัดเที่ยว คนยังน้อยกว่าปีก่อนมาก ซึ่งเราเสนอมาตลอดเรื่องซอฟต์โลนลงถึง 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเข้าไปดูแลที่เจอปัญหาจริงๆ ปีนี้จีดีพีใต้ การขยายตัวก็คงใกล้เคียง 2% ทั้งๆ ที่ควรขยายตัวได้ 4-5%” นายจักรพรรณกล่าว
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีทั่วประเทศ คาดหวังว่าเสียงสะท้อนข้างต้น จะถึง ครม.ชุดใหม่ เข้าแก้ไข

