หน้าแรก เศรษฐกิจ ความคาดหวังเช...

ความคาดหวังเชิงบวก ผลักดันตลาดหุ้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

19.07.25 | 12:27 น.

ความคาดหวังเชิงบวก ผลักดันตลาดหุ้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมขอพูดถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งกำลังฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยมีเส้นตายภายในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งผมมองว่าในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้ จะเป็นจุดชี้ชะตาที่สำคัญ ว่าปัจจัยกดดันตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา จะสามารถ “ปลดล็อก” ได้หรือไม่

หากผลการเจรจาออกมาในเชิงบวก โดยไทยได้รับอัตราภาษี Reciprocal Tariff ที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน อาทิ เวียดนามและอินโดนีเซีย ก็อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยสามารถพลิกกลับเข้าสู่ขาขึ้นได้ หลังจากที่เผชิญแนวโน้มขาลงมาอย่างยาวนาน ในทางกลับกัน หากไทยไม่สามารถเจรจาลดอัตราภาษีลงมาในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่ง ความกดดันต่อตลาดหุ้นไทยก็อาจกลับมาอีกครั้ง และทำให้การฟื้นตัวที่เห็นอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงแค่ “เด้งระยะสั้น” เท่านั้น

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยมีเส้นตายวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 หากไม่สามารถตกลงกันได้ อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ระดับ 36% จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์จาก บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า หากไม่สามารถลดภาษีได้ GDP ปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกไปสหรัฐ อาจลดลงมากถึง 25% ทำให้ดุลการค้ากลับจากเกินดุลเป็นขาดดุลในระดับพันล้านดอลลาร์ และดุลบัญชีเดินสะพัดเข้าสู่ภาวะติดลบ สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้ำเติมจุดเปราะบางภายในประเทศ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว หนี้สินครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และปัญหาหนี้เสียในระบบการเงิน ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโควิด-19 จากข้อมูลในอดีต มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ เคยลดลงหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 จากระดับเฉลี่ย 15% เหลือเพียงราว 10-11% ของการส่งออกรวม ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้งหลังวิกฤตโควิด-19 จนแตะระดับประมาณ 17% ในปี 2567 ด้วยเหตุนี้ ผมจึงประเมินว่า หากไทยต้องเผชิญกับอัตราภาษีระดับสูงถึง 36% จริง ผู้ประกอบการไทยอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวและหาตลาดส่งออกทดแทนราว 1-2 ปี คล้ายกับสถานการณ์ในช่วงหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากสามารถเจรจาเพื่อลดภาษีลงมาอยู่ที่ระดับไม่เกิน 20% ได้ทันเส้นตาย ก็จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อส่งออกที่อาจเริ่มฟื้นตัวได้บ้าง และยังช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม ผมประเมินว่า หากไทยสามารถตกลงกับสหรัฐ และได้อัตราภาษีนำเข้าที่ระดับ 20% หรือแม้แต่ในกรอบ 20-25% ก็จะยังไม่เสียเปรียบเวียดนามหรืออินโดนีเซียมากนัก และน่าจะเพียงพอในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ซึ่งจะช่วยพลิกบรรยากาศของตลาดหุ้นกลับขึ้นมาได้ในระยะกลาง

Advertisement

ส่วนการที่ SET Index ปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ 1,200 จุด หรือเพิ่มขึ้นกว่า 150 จุด จากจุดต่ำสุดเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2568 ภายในระยะเวลาอันสั้น นอกเหนือจากแรงคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าแล้ว อีกแรงหนุนสำคัญคือ “แรงซื้อคืนสถานะชอร์ตเซลล์” ของนักลงทุน ซึ่งมีมูลค่าคงค้างสูงกว่า 60,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปิดสถานะชอร์ตแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน Valuation ของตลาดหุ้นไทยก็อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยดัชนี SET ที่ระดับ 1,060 จุด เทรดที่ PBV ราว 1 เท่า ซึ่งต่ำกว่าระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤตโควิดที่ประมาณ 1.12 เท่า และ Dividend Yield โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4.5% ทำให้นักลงทุนทั่วไปมีแรงจูงใจในการถือหุ้นมากขึ้น และลดแรงขายออกจากตลาดไปโดยปริยาย นอกจากนี้ การควบคุมโปรแกรมเทรดและจำกัดการชอร์ตหุ้นขนาดกลาง-เล็กเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็ถือเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนรายย่อย

อย่างไรก็ดี หากผลการเจรจาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง และไทยถูกจัดเก็บภาษีในระดับสูงกว่าประเทศคู่แข่ง จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และลดแรงจูงใจในการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับเข้าสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง นักลงทุนที่เพิ่งปิดสถานะชอร์ต อาจกลับมาเปิดชอร์ตใหม่เพื่อลดความเสี่ยง ทำให้ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลงกลับไปทดสอบจุดต่ำเดิมบริเวณต่ำกว่า 1,100 จุดอีกครั้ง แม้จะมีความเสี่ยงดังกล่าว แต่ผมยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในเชิง Valuation ที่ถือว่าถูกมากเทียบเคียงกับระดับในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต ขณะเดียวกัน ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งปีหลัง 2568 ก็มีแนวโน้มลดลง เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย

ดังนั้น แม้ในกรณีที่ผลการเจรจาการค้าจะออกมาไม่ดีนัก และตลาดหุ้นไทยมีการพักฐานระยะสั้น ผมยังมองว่านั่นคือ “โอกาสสะสม” สำหรับนักลงทุนสาย Value ที่พร้อมลงทุนในระยะยาว