ตามไปดู ‘โรงไฟฟ้าหยุนหลิน’ โปรเจ็กต์เรือธง EGCO ในไต้หวัน

20.07.25 | 11:03 น.

แม้เป็นเกาะเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 36,000 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทยถึง 14 เท่า แต่ด้วยศักยภาพที่เต็มเปี่ยมของประเทศไต้หวันรวมถึงนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ทำให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของกลุ่มพลังงานที่มุ่งหน้าเข้าไปลงทุน

หนึ่งในนั้นมี บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ที่เข้าไปปักหมุดโครงการหยุนหลิน (Yunlin) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งแห่งแรกในไต้หวันเมื่อปี 2562

ภายใต้ บริษัท ยุนเหนิง วินด์ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง 4 บริษัท ได้แก่ Skyborn Renewables ถือหุ้น 31.98% TotalEnergies ถือหุ้น 29.46% EGCO Group ถือหุ้น 26.56%
และ Sojitz Corporation ถือหุ้น 12%

โดยโครงการเริ่มเดินหน้าก่อสร้างท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน ทั้งสถานการณ์โควิด-19 ข้อจำกัดด้านเทคนิคในการติดตั้ง ต้องจัดทำแผนแม่บทระยะ 2 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2565 ซึ่งในแผนแม่บทจะมีการกำหนดการดำเนินงานที่ครอบคลุม การบริหารความเสี่ยง การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการบริหารความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย โดยได้คาดการณ์ถึงการเพิ่มปริมาณงานติดตั้งเป็น 2 เท่าในปี 2567 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้โครงการสำเร็จ

จนในที่สุดโรงไฟฟ้าหยุนหลินของ EGCO Group สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบครบ 80 ต้น ด้วยกำลังการผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ 31 มกราคม 2568 และได้รับใบอนุญาตเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา

Advertisement

จากความสำเร็จของโครงการ EGCO Group ได้เปิดบ้านนำคณะสื่อมวลชน บินลัดฟ้าจากประเทศไทยไปเยี่ยมชมโครงการจริงที่ประเทศไต้หวัน ระหว่าง 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

หลังช่วงค่ำ 30 มิถุนายน ได้รับฟังข้อมูลรายละเอียดของโครงการในเบื้องต้น เช้าวันรุ่งขึ้นคณะได้นั่งรถไฟหัวกระสุนหรือรถไฟความเร็วสูงไต้หวัน (THSR) ที่วิ่งด้วยความเร็ว 300-315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเมืองไทเป มุ่งหน้าสู่เมืองหยุนหลิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าหยุนหลิน เพื่อศึกษาดูงาน

การเดินทางใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 28 นาที จากนั้นนั่งรถมินิบัสปรับอากาศอีกประมาณ 40 นาที จากสถานีรถไฟหยุนหลิน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางสถานีจ่ายไฟฟ้าย่อยซือหู ที่เป็นสถานีไฟฟ้าบนฝั่ง (Substations) เป็นแหล่งรวมพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม เป็นจุดเชื่อมต่อหลักในการแปลงแรงดันไฟฟ้า ก่อนส่งเข้าสู่ระบบสายส่งของไต้หวัน โดยไม่ต้องใช้คนควบคุม

สำหรับ “โรงไฟฟ้าหยุนหลิน” ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 82 ตารางกิโลเมตร และห่างจากชายฝั่งตะวันตกของมณฑลหยุนหลินในไต้หวัน เป็นระยะทางประมาณ 8-17 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย กังหันลม 80 ต้น มีกำลังผลิตต้นละ 8 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ขณะที่เสากังหันลมติดตั้งอยู่ที่ระดับความลึกของน้ำทะเลในช่วง 7-35 เมตร

โดยกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจะถูกส่งเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าของไต้หวัน ผ่านสถานีไฟฟ้าบนฝั่ง 2 แห่ง ในบริเวณอำเภอไถซีและอำเภอซือหูในมณฑลหยุนหลิน เพื่อขายให้กับ Taiwan Power Company (TPC) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี โดย 10 ปีแรกขายไฟฟ้าหน่วยละ 7.13 บาท และอีก 10 ปีถัดไป อยู่ที่หน่วยละ 3.50 บาท

นอกจากนี้ยังเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของไต้หวัน มีศักยภาพการผลิตไฟฟ้า 2,400 ล้านหน่วยต่อปี สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับภาคครัวเรือนไต้หวันได้มากกว่า 600,000 หลังคาเรือน คิดเป็น 90% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งหมดของมณฑลหยุนหลิน และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group กล่าวว่า EGCO Group เริ่มเข้าไปลงทุนในไต้หวันเมื่อปลายปี 2562 ด้วยการเข้าถือหุ้นใน บริษัท ยุนเหนิง วินด์ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน เนื่องจากเล็งเห็นว่าไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดที่ชัดเจน การตั้งเป้าลดการพึ่งพานิวเคลียร์และถ่านหิน ผลักดันให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลงทุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบไต้หวันเป็นตำแหน่งที่มีลมแรงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งรัฐบาลไต้หวันได้ส่งเสริมการลงทุนแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว

แม่ทัพ EGCO Group ยังอัพเดตว่า ภายหลังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า เพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้ถือหุ้น 4 บริษัท ได้แบ่งการดำเนินงาน โดยบริษัท TotalEnergies รับหน้าที่หลักด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษา (O&M) ในขณะที่บริษัท Skyborn Renewables ดูแลด้านงานบริหารจัดการโครงการ ในส่วนของผู้ถือหุ้นอีกสองราย คือ EGCO Group และ Sojitz Corporation มีบทบาทให้การสนับสนุนด้านการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าและการบริหารธุรกิจในไต้หวัน รวมถึงการตัดสินใจในการบริหารงานสำคัญต่างๆ ของโครงการ

โครงการ “หยุนหลิน” ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งแห่งแรกของ EGCO Group ที่ดำเนินการในไต้หวัน นอกจากช่วยสร้างพลังงานสีเขียวให้กับไต้หวันแล้ว ยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนตามสัดส่วนการถือหุ้นให้ EGCO Group ประมาณ 170 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนให้ EGCO Group บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573 ด้วย

ด้านผลการดำเนินงาน คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดให้ EGCO Group เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการเต็มรูปแบบ และการเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหยุนหลินจะทำให้ปี 2568 EGCO Group สามารถรับรู้รายได้เต็มปี ทั้งนี้ช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 หยุนหลินมีอัตราการผลิตไฟฟ้า ประมาณ 35% ซึ่ง Capacity Factor เฉลี่ยในระดับที่สูงนี้ ยืนยันศักยภาพของพลังงานลมในพื้นที่ช่องแคบไต้หวันและการสร้างรายได้ในอนาคต

default

ไม่เพียงเท่านั้นความสำเร็จจากการลงทุนในหยุนหลิน ยังสร้างโอกาสต่อยอดการลงทุนโครงการอื่นๆ ในไต้หวันในอนาคต เนื่องจากหยุนหลินเปิดตลาดการลงทุนให้ EGCO Group ในไต้หวัน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลงทุนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งรัฐบาลไต้หวันรู้จัก EGCO Group ในฐานะนักลงทุนไทยที่มีศักยภาพและมีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการให้สำเร็จ EGCO Group มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งจากโครงการ หยุนหลินและมีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูง

โดยบริษัทได้มีการเตรียมความพร้อม และแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในโครงการพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสม ก็จะใช้องค์ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานในการร่วมพิจารณาต่อไป โดยในเร็วๆ นี้อาจจะได้เห็นการลงทุนโครงการใหม่เพิ่มจากโรงไฟฟ้าหยุนหลิน

แต่กว่าโครงการจะสำเร็จ “แม่ทัพ EGCO Group” เล่าว่าต้องฝ่าความท้าทาย เนื่องจากโครงการนี้ลงทุนตั้งแต่ก่อนโควิด ในช่วงเกิดวิกฤตโควิดจึงเป็นความท้าทายสำหรับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ตามมาด้วยความท้าทายด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากหยุนหลินตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน เป็นตำแหน่งที่มีลมแรงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของการก่อสร้างโครงการ คือการรับมือกับสภาพแวดล้อมทางทะเลที่ท้าทายอย่างยิ่ง

อีกความท้าทายคือ พื้นที่ติดตั้ง “กังหันลม” ตั้งอยู่ในบริเวณน้ำตื้น โดยมีความลึกตั้งแต่ระดับ 8-32 เมตร พร้อมทั้งกระแสน้ำขึ้นลงรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการกัดเซาะฐานราก ต้องจำกัดการเข้าถึงของเรือติดตั้ง นอกจากนี้พื้นที่โครงการตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวันที่มีสภาพคลื่นลมรุนแรง สภาพแวดล้อมดังกล่าวส่งผลให้การดำเนินงานติดตั้งอุปกรณ์กังหันลมนอกชายฝั่งค่อนข้างลำบาก

แต่ทีมงานโครงการมีการปรับตัว มีการบริหารจัดการที่แม่นยำ มีผู้รับเหมาระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่ทะเลที่มีสภาพแวดล้อมซับซ้อน รวมถึงการจัดเตรียมพื้นทะเลอย่างรัดกุม ป้องกันการกัดเซาะและเสริมความมั่นคงให้กับโครงสร้างฐานราก ตลอดจนการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพในระหว่างช่วงดำเนินการติดตั้ง

โดยสามารถควบคุมการดำเนินงานของเรือปฏิบัติงานได้มากกว่า 30 ลำ ภายใต้แผนงานก่อสร้างนอกชายฝั่ง โดยการเดินหน้าคู่ขนานไปกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทั้งก่อนและหลังการก่อสร้าง ทำให้เรากับพาร์ตเนอร์สามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาได้และทำให้โครงการสำเร็จ ในวันนี้สามารถจ่ายไฟและได้ใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว

ถือเป็นความสำเร็จด้านการจัดการในโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ของ EGCO Group เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ประเสริฐ จารึก