เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจเล็กถึงใหญ่ระบุมาในโทนเดียวกันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อปี 2568 เข้าสู่ “โหมดโหด-เผาจริง” จากสถานการณ์ต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมกัน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทำให้คนไม่มั่นใจเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านรายได้ ไม่กล้าใช้เงิน ส่งผลกระทบต่อยอดขายหลุดเป้า และมีแนวโน้มดิ่งลงเรื่อยๆ
ขณะที่ภาคธุรกิจ เพื่อตั้งรับพายุที่กำลังพัดเข้ามาครึ่งหลังของปีนี้ หลายธุรกิจจึงทบทวนแผนการลงทุนใหม่ เตรียมกระสุนไว้รับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่มองไปข้างหน้ายังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงกลับสู่ภาวะปกติ
⦁ร้านอาหารเหนื่อย-ชะลอเปิดสาขา
ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์กรุ๊ป จำกัด (CRG) ระบุ ครึ่งปีแรกกำลังซื้อต่างจังหวัดยังเหนื่อย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่กรุงเทพฯและปริมณฑลยังพอได้ เชื่อว่าต่อให้เศรษฐกิจแย่ กำลังซื้อลดลง แต่คนยังต้องกิน ยังไงธุรกิจร้านอาหารยังไปได้ อย่างซีอาร์จีครึ่งปีแรกยังดีและหวังครึ่งปีหลังยังพอไปได้ ลุ้นการเจรจาลดภาษีสหรัฐ หากเจรจาไม่ดีจะกระทบต่อเศรษฐกิจแย่ลง การใช้จ่ายผู้บริโภคจะน้อยลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น หากได้ใกล้เคียงกับตั้งเป้าไว้จะช่วยได้ มองเชิงภาพรวมธุรกิจ ร้านอาหารปัจจุบันระมัดระวังมากขึ้นแต่ซีอาร์จีมีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายและครอบคลุมหลายเซ็กเมนต์ที่รองรับกำลังซื้อของลูกค้าได้ และยังระมัดระวังเปิดสาขาใหม่
“ยุคแบบนี้ต้องรักษากระสุน ซีอาร์จีไม่มีปัญหากระแสเงินสด แต่เปิดสาขาใหญ่ๆ ต้องดูให้ดี ต้องมั่นใจทั้งแบรนด์และโลเกชั่นที่จะทำกำไรได้ ต้นปีมีแผนจะลงทุน 1,100-1,200 ล้านบาท เปิด 130 สาขา ครึ่งปีแรกเปิดกว่า 70 สาขาตามเป้า ครึ่งหลังชะลอเปิดประมาณ 10 สาขา เป็นแบรนด์เล็กๆ ปีนี้จึงลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท และเปิด 120 สาขา แบรนด์ในศูนย์การค้ามียอดขายเติบโตได้ดี ทั้งโอโตยะ, คึตสึยะ, อานตี้ แอนส์ ส่วนมิสเตอร์ โดนัท และเคเอฟซีทรงๆ ปีนี้มั่นใจรายได้ถึงเป้าโต 13%”
“ณัฐ” กล่าวอีกว่า ปีนี้ซีอาร์จีมองหาโอกาสซื้อกิจการ (M&A) ร้านอาหารรายเล็กที่ต้องการหาพาร์ตเนอร์ช่วยขยายธุรกิจ ซึ่งซีอาร์จีเพื่อขยายการเติบโตคงเดินหน้า M&A และยังสนร้านอาหารประเภทปิ้งย่างและชาบูเพิ่ม จากที่มีกว่า 20 แบรนด์ แม้ตลาดมีการแข่งขันสูง โดยปีนี้ตั้งเป้ามี 2 แบรนด์ใหม่ แต่ยังไม่ได้ตามเป้า ต้องวิเคราะห์ให้ดีและลึกซึ้งมากขึ้น เราเน้นช้าๆ แต่ชัวร์
“หัวเรือใหญ่ซีอาร์จี” ชี้เป้าเทรนด์ร้านอาหารท่ามกลางธุรกิจแข่งขันสูง เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น แม้แข่งขันสูง ปิดตัวเยอะ แต่เปิดใหม่เยอะเหมือนกัน ส่วนชาบูแม้มีรายใหญ่ไม่กี่ราย แข่งขันสูงจากรายย่อยที่เข้ามา แม้จำนวนสาขาไม่เยอะ แต่ขยายได้ เพราะมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะ หรือร้านสุกี้โตขึ้นมาก เพราะตลาดค้นพบว่ามีมื้ออาหารหลัง 3 ทุ่มรองรับคนทำงานดึก ส่วนอาหารเกาหลีแผ่วๆ ลงไปเล็กน้อย
“ปีนี้ธุรกิจร้านอาหารเผาจริงหรือไม่ ผมเห็นพูดกันทุกปี แม้ปิดไปบ้างแต่ร้านเปิดใหม่คงเปิดเยอะ ยังไงไทยคงเป็นประเทศอาหารและธุรกิจอาหารยังโต ดูจากแง่ยอดขายและกำไรดีกว่าโควิดเยอะ แต่จะทำให้ร้านอาหารอยู่รอด คือพื้นฐานอาหารต้องอร่อย รสชาติมาตรฐานเดียวกันทุกสาขาและมีสูตรดั้งเดิม ส่วนสงครามราคา สุดท้ายอาจทำให้ธุรกิจไม่ยั่งยืน ปัจจัยน่าห่วงและต้องระวังคือต้นทุนและค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น” ณัฐกล่าว
⦁‘เครื่องปรุงรส’โตต่ำ-ระทึกภาษีทรัมป์
ฝั่งตลาดเครื่องปรุงรส แม้ราคาขายไม่สูง ยังเผชิญปัญหารอบด้าน วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการบริหารและผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด ยอบรับว่า ปี 2568 ธุรกิจเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก ข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน กำลังซื้อภายในประเทศหดตัว โดยยอดขาย 6 เดือนแรกบริษัทโตเพียง 2-3% ลดลงมากเทียบปี 2567 โต 11% รอลุ้นช่วงไฮซีซั่นครึ่งปีหลังที่มีเทศกาลสารทจีน กินเจและปีใหม่
“เดิมมองว่าปีนี้เป็นปีที่ดี แต่ทุกอย่างตรงกันข้าม กำลังซื้อเงียบมาก เราโต 1-2% ก็แฮปปี้แล้ว จากทุกปีจะโตดับเบิลดิจิต ถือว่าปีนี้หนักสุด เพราะขนาดโควิดยังโต 7-8% ถ้าปีนี้เราโต 1-2% ถือว่าต่ำสุดรอบ 8 ปี แม้กำลังซื้อไม่ดีเรายังขยายโรงงานที่สมุทรสาครเพิ่มในทุกไลน์สินค้า ลงทุนกว่า 500 ล้านบาท เป็นการลงทุนใหญ่รอบ 3-4 ปี รองรับตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต”
“วสุพล” กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 65% ต่างประเทศ 35% ใน 80 ประเทศ วางเป้า 10 ปีเพิ่มส่งออกเป็น 90% มีรายได้ 4-5 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปี 2567 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ปีนี้คาดรายได้คงใกล้เคียงปีก่อน บริษัทยังเฝ้าติดตามการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐ 36% เนื่องจากมีส่งออกไปสหรัฐ 30% ถือเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากยุโรป ที่ผ่านมาหลังสหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษีและยืดเวลาให้ 90 วัน เร่งการส่งออกเพิ่มกว่า 100-200 ตู้คอนเทนเนอร์ เพิ่ม 4-5 เท่าจากเดิมส่งออกเดือนละ 40-50 ตู้คอนเทนเนอร์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท รับมือกับกำแพงภาษีและรายได้ใน 3-4 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ มองหาตลาดใหม่และเน้นตลาดเอเชีย
ด้าน บุษบา พงศ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟ-พลัส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าผงปรุงรส “ฟ้าไทย” กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังซบเซา แต่ฟ้าไทยไม่ได้รับผลกระทบมาก ยอดขายยังโตจากปี 2567 มียอดขาย 3,000 ล้านบาท เพราะเป็นสินค้าจำเป็นในครัวเรือน ปีนี้ตั้งเป้าโต15% มียอดขายในประเทศ 90% ต่างประเทศ 10% ในกลุ่มเอเชีย ยุโรป อเมริกา ส่วนผลกระทบภาษีสหรัฐมีผลต่อการส่งออกไปอเมริกา ที่ส่งออกอยู่10% เพราะคู่แข่งมีมาก ทั้งเวียดนาม จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
“แม้เศรษฐกิจไม่ดีเรายังลงทุน 100 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ขยายกำลังการผลิตเพิ่ม การที่สินค้าเราขายได้เพราะตอบโจทย์ลูกค้า เรื่องคุณภาพและรสชาติ มีกิจกรรมต่อเนื่องและขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น น้ำซุปฮอทพอท น้ำซุปชาบู เป็นต้น” บุษบากล่าว
⦁ ‘ค้าปลีก’ เน้นกำเงินสด-ลดสต๊อก
จากข้อมูลสมาคมผู้ค้าปลีกไทยระบุว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนมิถุนายน 2568 ลดลงรอบ 42 เดือน สะท้อนกำลังซื้อในประเทศเปราะบาง ผู้ประกอบการและนักลงทุนชะลอการลงทุน รอความชัดเจนจากนโยบายรัฐอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้เสนอ 2 แนวทางเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อผ่านโครงการ Easy e-Receipt เฟส 2 หรือช้อปดีมีคืนช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม และมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวมียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท ขยายเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น 45 วัน
เรื่องนี้ มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งจังหวัดอุดรธานี สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังไม่ดี ทำให้คนไม่เชื่อมั่น ประหยัดการใช้จ่าย กระทบกำลังซื้ออย่างสาหัส ยอดขายลดลงต่อเนื่องทุกปี และช่วง 6 เดือนแรกหายไปกว่า 10% แย่ยิ่งกว่าช่วงโควิด คนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ช่วงครึ่งปีหลังภาวนาไม่ให้ยอดขายหายไปมากกว่านี้
“ทั้งปีนี้เรายังไม่มั่นใจว่ายอดขายจะรีบาวด์ ตอนนี้ปรับตัวโดยลดสต๊อก รักษาเงินทุนหมุนเวียน ขายเฉพาะสินค้าที่ขายได้ ขยันทำโปรถี่ขึ้น และ 1-10 สิงหาคมนี้ทำโลคอล-โลว์คอสต์ ต้องเร่งฟื้นความมั่นใจ ฝ่ายการเมืองต้องนิ่งๆ เลิกทะเลาะกัน อยากให้ฟื้นโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นจับจ่ายใช้ระยะสั้นก่อน ไม่งั้นแย่ พอเศรษฐกิจไม่ดี คนซื้อน้อยลง เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง ขายไม่หวือหวา”
⦁‘สินค้าถูก’โหมตลาดรากหญ้า
มีนา อัครพงศ์พิศักดิ์ ผู้ช่วยประธานบริหารด้านการตลาด บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยาหม่องน้ำ “เซียงเพียว” กล่าวว่า หวังว่าเศรษฐกิจและกำลังซื้อครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ต่างชาติชาวจีนหายไปกระทบต่อยอดขาย จึงรอดูสถานการณ์ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ เป็นช่วงชาวจีนจะเข้ามามาก โดยปีนี้คาดหวังเข้ามาและทำให้กำลังซื้อดีขึ้น
อานุภาพ คงมาลัย รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MR. D.I.Y. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว รอความชัดเจนภาษีสหรัฐ 36% ถ้าสูงกระทบต่อภาคการส่งออก อาจทำให้โรงงานปิดตัว นักท่องเที่ยวลดลง ทุกปัจจัยมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ในส่วน MR. D.I.Y. ยังไม่มีผลกระทบเพราะขายสินค้าราคาถูก ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนใช้เงินน้อยลง ปีนี้ใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท เปิด 200 สาขาใหม่ เพิ่มเป็น 1,000 สาขา ตอนนี้เปิดครบ 77 จังหวัด กำลังขยายถึงระดับอำเภอและตำบล
“เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลคือเจรจาภาษีสหรัฐ ถ้าเคลียร์แล้วชัดขึ้น แต่แง่ของเราเองมองว่าจะช่วยลูกค้าประหยัดได้อย่างไรมากกว่า โดยทำแคมเปญ ถ้ารัฐบาลมีมาตรการช้อปลดภาษีก็ดี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง”
อำนาจ พฤกษ์พัฒนรักษ์ ผู้อำนวยการขายในประเทศ บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่ม “ดีโด้” กล่าวว่าตลาดเครื่องดื่มครึ่งปีแรกหดตัว 20% หนักสุดรอบ 20 ปี เท่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งช่วงโควิดยังไม่หนักเท่านี้ ปีนี้มีความโชคร้าย ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ร้อนน้อย ร้อนช้า ซึ่งหน้าร้อนเป็นไฮซีซั่น จะเพิ่มยอดขายจากปกติกว่า 30-50% แต่ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ มีผลต่อตลาดและผู้บริโภคจริงๆ ออกตลาดพบกับร้านค้า บ่นกันมากว่าปีนี้เงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ได้ทำงานเหมือนโครงการคนละครึ่ง ซึ่งครึ่งปีหลังต้องปรับตัว เร่งเครื่องมากขึ้น ออกสินค้าใหม่ ใกล้ชิดกับร้านค้า ทำแคมเปญใหญ่แห่งปีกระตุ้นการขาย คาดหวังปีนี้ต้องโต 15%
ขณะที่ ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อิติชันคงต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าไซซ์ใหญ่ มองว่าเศรษฐกิจปีนี้ดีที่สุดเทียบจากนี้ไปอีก 4 ปี
⦁เครื่องใช้ไฟฟ้าทรงตัว-แอร์แย่สุด
อำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กำลังซื้อครึ่งปีแรกของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายอดขายยังดี ยกเว้นเครื่องปรับอากาศยอดขายลง 30% จากอากาศร้อนน้อยและฤดูฝนมาเร็ว หากครึ่งปีหลังไม่มีเหตุการณ์น่ากังวลมากจากปัจจัยต่างๆ ที่ยังคงอยู่ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง คาดหวังว่าปิดปีนี้ยอดขายยังเป็นบวกได้ถ้าไม่นับเครื่องปรับอากาศ ถ้ารวมจะใกล้เคียงกับปีก่อน ปีนี้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทรงตัว ปีหน้า 2569 น่าจะดีขึ้น ที่ยอดทีวีดีจากรับการแข่งขันฟุตบอลโลก และเครื่องปรับอากาศขายดีเพราะอากาศร้อน หลังรัฐออกช้อปลดภาษีเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เหมือนทุกปี
ประพนธ์ โพธิวรรณ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า ครึ่งปีแรกอากาศร้อน เจอฝนมากกระทบยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศลง 20% ครึ่งปีหลังน่าจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะปลายปีเป็นไฮซีซั่น ปัจจัยเสี่ยงคือสงครามการค้า การเมืองไม่นิ่ง
“เศรษฐกิจปีนี้แย่กว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเพราะกำลังซื้อของคนหายไปมากยังเจอสงคราม ภาษีสหรัฐ ทำให้ทั่วโลกไม่สงบ ทุกคนกระวนกระวายกันหมด เราไม่มีส่งออกไปสหรัฐ ขายในประเทศเป็นหลัก พยายามคุยกับร้านค้าช่วยกันทำตลาด ทำยอดขายไม่ให้ตกไปมากกว่านี้ ร้านค้าก็ลำบากเพราะกำลังซื้อตกไปเยอะ โดยเฉพาะต่างจังหวัดลดลงไปมาก ส่วนการขายเข้าโครงการอสังหาฯ แม้ตลาดไม่ดี ยังพอขายได้ ปีหน้ายังไม่รู้จะเป็นยังไง รอประเมินยอดขายปีนี้ก่อน อยากให้รัฐบาลบริหารประเทศอย่างจริงจัง เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้ามีการโครงการช้อปลดภาษีได้ก็ดี”
⦁โอกาสน่าลงทุน‘อสังหาฯ-ทองคำ’
ฝั่งสินค้าปัจจัยสี่ อย่างอสังหาฯ อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ครึ่งปีแรกตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว โดยไตรมาสแรกตลาดอสังหาฯ มียอดขายและยอดโอนต่ำสุดรอบ 32 ไตรมาสหรือ 8 ปี คาดว่าไตรมาส 2ลดลง แม้มีปัจจัยบวกจาก 2 มาตรการทั้งผ่อนคลาย LTV และลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีนลดลงมาก ทำให้เซนติเมนต์การซื้อขายไม่ดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยเป็นลองโควิด มีโรครุมเร้าจากปัจจัยในประเทศและนอกประเทศกระทบกำลังซื้อ ถ้าการเจรจาภาษีทรัมป์เป็นไปด้วยดีและการเมืองนิ่งจะเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนตลาดอสังหาฯในครึ่งปีหลัง แต่ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อโต แต่มีผลทางจิตวิทยา
“จากสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ใช่จังหวะรัฐบาลจะยุบสภา ต้องให้งบประมาณปี 2569 ได้รับอนุมัติจากสภาก่อน ถ้ายุบตอนนี้จะซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้แย่มากขึ้น เพราะงบประมาณรัฐเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางส่งออกและท่องเที่ยวชะลอตัว เพื่อเป็นการผ่าทางตันเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องเร่งเจรจาภาษีสหรัฐให้จบเร็วและได้อัตราใกล้เคียง หรือเท่ากับประเทศคู่แข่ง ปัจจัยการเมืองขอเปลี่ยนแปลงตามระบบ ถ้างบประมาณผ่านแล้วจะยุบสภาก็ไม่เป็นไร และระยะสั้นต้องมีมาตรการเยียวยาธุรกิจผลกระทบจากภาษีสหรัฐและข้อพิพาทไทยกับกัมพูชา ส่วนนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือว่าเป็นประโยชน์ ลดภาระการเดินทาง แน่นอนอสังหาฯจะได้อานิสงส์ด้วย ไม่ว่าบ้านและคอนโดชานเมือง”
ธุรกิจอสังหาฯ “อิสระ” มองว่าปีนี้ติดลบ 10% ส่วนปี 2569 คาดการณ์ไม่ได้เพราะมีปัจจัยลบ ด้านกำลังซื้อลดลงทุกระดับราคา และเป็นสินค้าปัจจัยสี่ที่ยังรอเวลาได้ ปัจจุบันผู้ประกอบการปรับตัว โดยลดเปิดโครงการใหม่ 30% ต่ำสุดรอบ 15 ปี ปีนี้ตลาดอสังหาฯเผาจริง กำลังซื้อซึมยาวกว่าปีวิกฤตปี 2540 มีการหั่นกำไรเพื่อรักษากระแสเงินสด สะท้อนจากผู้ประกอบการรายเล็ก กลาง ใหญ่ ลงมาทำสงครามราคาดุเดือด เพื่อดึงกระแสเงินสด เมื่อถึงจุดหนึ่งสงครามราคาจะไม่มีแล้ว ถือเป็นโอกาสทองของลูกค้าที่ซื้อลงทุนและอยู่อาศัยเอง
“จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ มองว่า แม้ผ่านมาครึ่งปีแรกราคาทองคำคงผันผวนเพราะยังไม่มีความชัดเจนภาษีทรัมป์และสงครามการค้ายังไม่จบ แต่ระยะยาวราคาทองคำยังขาขึ้น ปลายปีสู่ระดับ 3,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองไทยไม่หลุดบาทละ 50,000 บาทแม้การซื้อขายทองรูปพรรณหายไป 40-50% ทองคำแห่งหายไป 20% ผู้ค้าทองต้องปรับตัวและต้องทำใจภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้
ผ่านมาครึ่งปีธุรกิจยังบ่นระงมขนาดนี้ หากไม่มีแผนกระตุ้นจากรัฐบาลออกมากระชาก สร้างความเชื่อมั่น คงเหนื่อยกันอีกยาว!

