หน้าแรก เศรษฐกิจ ฉันทวิชญ์ ตัณ...

ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ ประเดิมงานแรก ‘ตอกเข็ม’ วางฐาน ‘ก.พาณิชย์’ ยุคใหม่

21.07.25 | 13:18 น.

ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ – หลังรัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง ที่อายุน้อยสุดในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แพทองธาร 2 “ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์” เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งแรก

โดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กำกับดูแล 4 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD

•ยึด3ภารกิจระยะ90วัน

นายฉันทวิชญ์ระบุว่า ตนได้ตั้งเป้าหมายการทำงานและขับเคลื่อน 3 ภารกิจสำคัญ ภายในระยะเวลา 90 วันหลังจากการรับตำแหน่ง ประกอบด้วย

ภารกิจแรก คือ การสนับสนุนการเจรจาการค้ากับสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทีมเจรจาภาษีกับสหรัฐ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รายการสินค้าและข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ 2.การวางกลยุทธ์เจรจาต่อรอง โดยวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกต่อภาคส่งออก ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และผู้ผลิตภายในประเทศ และ 3.การเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ เพื่อให้ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่นที่สุด

Advertisement

“เรื่องการเจรจากับสหรัฐ เราก็ทำเต็มที่เพื่อให้ได้ดีลดีที่สุด เตรียมบันได 3 ขั้น คือ ลิสต์ข้อมูล ก็คุยกันกว่าหมื่นรายการสินค้าที่ต้องปรับลดกัน มีอะไร ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทำกันเต็มที่ 2.เรื่องกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 3.มาตรการเยียวยา ซึ่งไม่ว่าผลการเจรจาไทยกับสหรัฐจะออกมาอย่างไร ต้องมีกลุ่มได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่ว่าอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่สหรัฐจะเป็น 15% 25% หรือ 36% ซึ่งผมได้เริ่มคุยกับข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์แล้ว บอกเขาว่าเราคงไม่รอผลการเจรจา โดยเราต้องเตรียมการเยียวยาไว้ก่อน ซึ่งผลวันที่ 1 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เราต้องมีระบบช่วยผู้ประกอบการ ไม่ว่าเป็นใคร ไม่อยากให้เรียกว่าเยียวยา แต่เป็นมาตรการช่วยเหลือการปรับตัวของผู้ประกอบการ

ผมวางโจทย์ไว้ 3 ส่วน 1.เร่งหาตลาดใหม่ๆ 2.กฎเกณฑ์ ขอแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กฎเกณฑ์ใหม่ที่ทำให้เขาทำธุรกิจง่ายขึ้น และกฎเกณฑ์ที่เขาต้องทำการแข่งขันได้ในตลาดโลก กฎต่างๆ ต้องใช้ง่ายและสะดวกที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการเองต้องส่งข้อมูลมาให้รัฐและเราจะช่วยกันดูว่าอะไรจำเป็นต้องใช้ เราก็จะช่วยผลักดัน

ส่วนที่ 3.กระทรวงพาณิชย์ มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลของผู้นำเข้าและส่งออก สมมุติผู้ประกอบการจะขอซอฟต์โลน สถาบันการเงินที่จะใช้การอนุมัติ อยากรู้ว่าผู้ประกอบการรายนั้นประวัติการส่งออกเป็นอย่างไร เคยไปตลาดต่างประเทศหรือกำลังหาตลาดใหม่ๆ อยู่ไหม แอ๊กทีฟแค่ไหน เป็นการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการอีกทาง เมื่อประวัติดีการได้รับอนุมัติซอฟต์โลนก็เร็วขึ้น ซึ่งเราจะมีทีมขึ้นมาดูแลโดยตรง เรื่องนี้ผมได้เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (จตุพร บุรุษพัฒน์) แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องช่วยเหลือที่แยกจากกองทุนเอฟทีเอ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเช่นกัน รวมถึงมีการคุยกับภาคเอกชนลงทุนในสหรัฐด้วย ซึ่งในการเยือนสหรัฐช่วง 20-22 กรกฎาคมนี้ ก็จะได้พบกับสภานักธุรกิจของสหรัฐด้วย”

•ภาษีทรัมป์ตัวเร่งไทยปรับตัว

นายฉันทวิชญ์ระบุอีกว่า การเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐกับไทยเริ่มกันมา 5-6 เดือนนั้น ก็มีการปรับรายการสินค้าและอื่นๆ ซึ่งปรับไปตามระดับขั้นของการเจรจา ซึ่งการเจรจาจะมีทั้งอัตราภาษีและข้อจำกัดที่ไม่ใช่ภาษี ตอนนี้ไทยก็กำลังรอคำตอบที่ไทยส่งกลับไปสหรัฐ ซึ่งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ว่าจะเจรจากับสหรัฐ หรือการเจรจากับทุกประเทศ นโยบายการค้าสุดท้ายแล้ว มันคือการชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างกลุ่มต่างๆ ผมคิดว่ายังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน เกิดชั่งน้ำหนักแล้วผลรวมมันดีกับประเทศโดยรวมเราก็ทำ หากชั่ง
น้ำหนักแล้วมันเสียมากกว่าได้กับประเทศไทยก็ต้องพิจารณาต่อไป เป็นสิ่งที่เป็นจริงกับนโยบายการค้าทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อาจจะยากหน่อย

“ถามว่าหนักใจไหม ผมไม่หนักใจ จาก 2 เหตุผลคือ เหตุผลแรกการเจรจามีความคืบหน้า มีการรับข้อเสนอ มีการพูดคุยกันต่อเนื่อง มีการรับสาย ไม่ใช่โทรไปแล้วไม่รับสาย ส่วนผลเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องขึ้นกับยูเอสทีอาร์ และเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาหารือและแก้ไขร่วมกัน เรื่องนี้เป็นสัญญาณว่าการเจรจามีความคืบหน้า เป็นสิ่งที่สบายใจได้ระดับหนึ่ง แต่จะครบกำหนดที่เลื่อนใช้อัตราภาษีนำเข้าเป็น 1 สิงหาคม จะวางใจก็ไม่ใช่ อีกเหตุผลคือ เกิดการหารือร่วมกันของทุกฝ่ายในประเทศ เราจะรู้ถึงการเปิดตลาดใหม่ และการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติ เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยเองเข้าไปลงทุนในสหรัฐ และเป็นโอกาสให้เราได้ปรับตัวด้วย ธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้น ในสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่อยากให้มองว่าเขาตีเราฝ่ายเดียว แต่อยากให้มองเป็นแรงผลักดันปฏิรูปโครงสร้างด้วย ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว ประเทศอย่างอื่นเจรจาสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่ต้องมีความต่อเนื่อง ส่วนที่ว่าเมื่อเปิดให้สหรัฐแล้วต้องเปิดให้ประเทศอื่นในลักษณะเดียวกันไหมกับประเทศอื่นๆ ก็ต้องลงรายละเอียดถัดไป ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรทุกอย่างต้องเข้า ครม.และสภาพิจารณาเห็นชอบ”

•เร่งปิดดีล FTA กับอียู-เกาหลีใต้

สำหรับภารกิจที่ 2 การขยายตลาดใหม่ถือเป็นหัวใจของการส่งเสริมการส่งออก โดยเฉพาะความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่มีมูลค่าส่งออกสูง ช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานในประเทศ การเร่งรัด FTA จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ก่อนหน้านี้ การเจรจาเอฟทีเอไทยกับอียู ไทยกับเกาหลีใต้ มีความคืบหน้ามากแล้ว คาดหวังให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2568 นี้ ไม่แค่ผลักดันการเจรจาเอฟทีเอให้รุดหน้า แต่กำลังลงในรายละเอียดถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ประกอบการและการส่งออกสินค้าไปตลาดเอฟเอที อย่างอียู เบื้องต้นพบว่า สินค้าไทยส่งไปอียู เป็นสินค้าที่ทำมูลค่าสูงให้กับไทย และสร้างรายได้ที่ดีให้กับผู้ประกอบการไทย ผมขอให้กรมต่างๆ ตรวจสอบว่า สินค้าส่งไปอียู สร้างแวลู แอดเดด (Value-Added) กับไทย มีอะไรบ้าง ซึ่งตอนนี้การเจรจาเอฟทีเอกับอียู คืบหน้าแล้ว 1 ใน 3 น่าจะได้ข้อสรุปตามเป้าหมายปลายปีนี้ ซึ่งในเดือนสิงหาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ร่วมกับตัวแทนการค้าไทย จัดสัมมนารับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูล stakeholder (ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร) ทุกฝ่าย เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนงานขับเคลื่อนตามภารกิจ และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศ รวมถึงการดูแลเรื่องคุณภาพและสวมสิทธิจากต่างชาติ”

•ยกระดับเอสเอ็มอีสู่โลก

นายฉันทวิชญ์ระบุถึงภารกิจที่ 3.การยกระดับเอสเอ็มอี (SME) ไทยให้เชื่อมโยงสู่ซัพพลายเชนโลก การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยดำเนินการผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ 2.การช่วยเหลือ SME ให้ปรับตัวตามมาตรฐานใหม่ เช่น ข้อกำหนดด้านหลักเกณฑ์การคำนวณ “มูลค่าในประเทศ” หรือ RVC (Regional Value Content) ซึ่งจะมีผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3.การผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เป็นศูนย์กลางในการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง SME ที่มีศักยภาพกับตลาดโลก พร้อมปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในกระทรวงให้เป็นรูปแบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

“กำลังดูว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี มีบทบาทในซัพพลายเชนของระดับโลก ทำอย่างไรให้เขาขายของได้ เรื่องนี้มอบให้กรมการค้าต่างประเทศ ไปดูในรายละเอียด เหมือนทำคู่มือแนะนำว่า ตั้งแต่เอสเอ็มอีจะทำธุรกิจ เขาจะเจอกฎระเบียบอะไรบ้าง และกฎระเบียบใดที่เอกชนขอให้ทบทวน ด้วยล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการทำการค้า ก็ให้ส่งมาพิจารณา ซึ่งรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบที่ไม่ทันสมัย เราก็จะใช้ส่วนในการผลักดันแก้กฎระเบียบเก่าแก่นั้นด้วน อีกทางตามแนวความคิดและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำทั่วโลก ทำรายงานเชิงลึกถึงสถานการณ์ส่งออกและนำเข้าสินค้าในแต่ละประเทศ เพื่อดูโอกาสเข้าตลาด และหาช่องทางเพิ่มนำเข้า ก็จะส่งผลมาถึงการผลิตตรงกับความต้องการของตลาดโลกด้วย เป็นการชี้เป้าตลาดใหม่ช่องทางใหม่”

• รับงานแรก‘ตอกเสาเข็ม’

ตอบคำถามการทำงานในภาวะเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังไม่แน่นอนในขณะนี้นั้น ทั้ง 3 ภารกิจนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ที่ผมจะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 90 วันตามที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อประโยชน์กับคนไทยทุกคน เป็นโจทย์ใน 90 วัน ที่ผมขอสร้างอินฟาวเวอร์ชั่นไว้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไร หรือการเมืองเปลี่ยน ซึ่งการเมืองมีการเข้าและออกไปได้ตลอดเวลาทุกอย่างก็ยังขับเคลื่อนต่อไปได้

“ผมขอตอกเสาเข็มให้ได้ก่อน ส่วนจะประกอบเป็นบ้านที่สวยงามได้แค่ไหน ทิศทางการเมืองหากมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากคนอื่นเข้ามารับไม้ต่อและเห็นว่าดี ก็อาจทำต่อได้” นายฉันทวิชญ์กล่าวในตอนท้าย