
ตลาดเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ในปัจจุบัน ได้เดินทางออกจากจุดเริ่มต้นมานานแล้ว แต่ก้าวเดินของธุรกิจ SAF ในแต่ละประเทศ อาจเดินได้ไวและไปได้ไกลไม่เท่ากัน
สำหรับประเทศไทย ตามที่ผมเคยเล่าให้ฟังในฉบับที่แล้วว่า เราโชคดีที่มีความได้เปรียบในด้านศักยภาพเชิงพื้นที่และวัตถุดิบชีวภาพ ที่ทำให้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในตลาด SAF แต่เรามีต้นทุนทางธรรมชาติที่พร้อมต่อยอดเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินเพื่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมพูดคุยในเวที ASAFA Innovation & Policy Summit Thailand 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนแห่งเอเชีย (ASAFA) โดยมีเป้าหมาย
เพื่อสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนโยบาย เทคโนโลยี และโมเดลการลงทุนด้าน SAF ในภูมิภาคเอเชีย และผมได้มีโอกาสแชร์ความเห็นในประเด็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลาง SAF ของภูมิภาค
หากมองย้อนไป ประเทศไทยมีความพยายามเริ่มต้นการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคการบิน มาตั้งแต่ปี 2554 โดยเที่ยวบินนำร่อง ซึ่งในครั้งนั้น เรียกว่า Aviation Biofuel และนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นการร่วมมือระหว่างสายการบินแห่งชาติ ร่วมกับผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพระดับสากล บริษัทน้ำมันชั้นนำของประเทศ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน
เที่ยวบินในครั้งนั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมการบิน และนับตั้งแต่นั้นมา ประเทศไทยก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืนมาโดยตลอด โดยในปีที่แล้ว (2567) มีสายการบินหลายแห่งเริ่มใช้ SAF ในการทำการบินเที่ยวบินเชิงพาณิชย์และเริ่มทำการประชาสัมพันธ์เป็นวงกว้าง
แม้ SAF ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เส้นทางในการผลักดันการใช้ SAF ให้แพร่หลาย ยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ซึ่งปัจจุบัน SAF ส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว หรือ UCO (Used Cooking Oil) แต่มีปริมาณที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับความต้องการน้ำมันอากาศยานในเอเชีย ที่ IATA คาดการณ์ว่า อาจสูงกว่า 4 แสนล้านลิตรในปี 2568 แต่คาดว่าปริมาณ UCO ที่จะสามารถผลิต SAF ได้ไม่เกิน 2% ของความต้องการทั้งหมด
อีกข้อจำกัด คือ ด้านต้นทุนที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากค่าน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน ในขณะที่ SAF มีราคาสูงกว่าน้ำมันอากาศยานแบบดั้งเดิมถึง 2.4 เท่า ซึ่งหากพิจารณาโครงสร้างต้นทุนในการผลิต SAF จะพบว่า 75% มาจากวัตถุดิบ และอีกประมาณ 10% มาจากกระบวนการผลิต ทำให้ราคาของ SAF ในปัจจุบันยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญในการบริหารต้นทุนของสายการบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินที่บินในระยะใกล้
นอกจากข้อจำกัดด้านปริมาณและราคา หากจะผลักดัน SAF ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสู่ความยั่งยืน อีกหนึ่งความท้าทายที่เรามองข้ามไม่ได้ คือ “ความโปร่งใส” และ “การตรวจสอบย้อนกลับถึงความยั่งยืน” ของ SAF เพราะเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาและปริมาณยังมีข้อจำกัด เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า SAF ที่เราใช้ยืนยันความยั่งยืนได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและโปร่งใส
ตัวอย่างในยุโรป พบว่า UCO ที่ขอรับการรับรองในตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพนั้น มีมากถึงหนึ่งในสามที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีที่มาไม่ถูกต้อง ไม่ใช่น้ำมันใช้แล้ว แต่เป็นเพียงการนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาสวมสิทธิดังนั้น หากปราศจากระบบที่เหมาะสม อาจเป็นช่องว่างให้เกิดการซื้อขายใบรับรอง หรือการออกใบรับรองซ้ำให้กับผู้ซื้อหลายราย (double-counting) ซึ่งนอกจากจะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบน้ำมันอากาศยานยั่งยืนอีกด้วย
หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลาง SAF ของภูมิภาค เราต้องยึดมั่นในมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งกำเนิดวัตถุดิบและกระบวนการผลิตว่า มีที่มาถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า SAF ที่ผลิต แปรรูป ผสม และใช้ในประเทศไทย จะต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน SAF ที่ผ่านการจัดเก็บและการขนส่งน้ำมันโดย BAFS ที่สถานีบริการจัดเก็บน้ำมันดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ได้รับการรับรองจาก ISCC-CORSIA (International Sustainability & Carbon Certification) ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน
เพื่อยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับ และสร้างความน่าเชื่อถือในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน SAF เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) จึงถูกนำมาใช้เพื่อติดตามและตรวจสอบ SAF ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ ไปจนถึงการใช้และการรับรองคาร์บอนเครดิต เพราะเป็นระบบที่ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสายการบิน หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงนักลงทุน
ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและเริ่มใช้งานแล้ว เช่น Avelia ซึ่งพัฒนาโดย Shell และพันธมิตร เป็นแพลตฟอร์มฐานข้อมูล SAF ที่สามารถติดตามการใช้ SAF และจัดเก็บข้อมูลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งให้บริการ Book and claim ซึ่งช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถจอง (book) และสามารถอ้างสิทธิ (claim) ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญที่เร่งให้เกิดความต้องการใช้ SAF
สำหรับ BAFS เราตระหนักถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยได้นำร่องพัฒนาระบบแพลตฟอร์มบล็อกเชน เพื่อใช้ในกระบวนการคืนภาษีน้ำมันอากาศยานด้วยระบบดิจิทัล เพื่อความรวดเร็ว เที่ยงตรง แม่นยำ และลดขั้นตอนเอกสาร โดยผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องสามารถกรอกข้อมูลการใช้น้ำมัน ราคาน้ำมัน รายละเอียดเที่ยวบิน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บและยืนยันความถูกต้องผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้สามารถใช้เป็นธุรกรรมที่ตรวจสอบย้อนกลับและยืนยันได้ในอนาคต
จะดีแค่ไหน หากประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรฐานและระบบในการบันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ SAF (Registry) บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ลองจินตนาการว่า หากประเทศไทยสามารถบันทึกข้อมูลทั้งหมดของ SAF แบบเรียลไทม์ ตั้งแต่แหล่งกำเนิด วัตถุดิบ การแปรรูป การผสม การเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน รวมไปถึงการคำนวณคาร์บอนเครดิต และยังสามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ด้วยการจำกัดการเข้าถึงบัญชีแต่ละประเภท จากสายการบิน ผู้ตรวจสอบ หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่รับรอง จะส่งผลให้ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในตลาด SAF ที่ไม่ใช่แค่ศักยภาพเชิงพื้นที่และวัตถุดิบชีวภาพ แต่ยังรวมถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถืออีกด้วย
แม้ว่ายังมีความท้าทายรอบด้านที่รอให้เราเผชิญ BAFS ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา BAFS ได้เริ่มให้บริการรองรับการจำหน่ายน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) 1% ให้กับสายการบินลูกค้าของบริษัทน้ำมันในเที่ยวบินปกติแล้ว ซึ่ง BAFS เชื่อมั่นและพร้อมให้บริการอยู่เสมอ
เพราะเราตระหนักดีว่า การผลักดัน SAF ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลยุทธ์เชิงเศรษฐกิจที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมการบินของไทยก้าวได้ไกลในเวทีโลก

