ปัจจุบันตลาดขายตรงในประเทศไทยยังคงเบ่งบาน มีมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท แม้จะเผชิญกับความท้าทายภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ถดถอย รวมถึงการถูกดิสรัปชั่นด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ตาม
เมื่อเอ่ยชื่อ “ซูเลียน” คงไม่มีใครไม่รู้จักยักษ์ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ระดับท็อป 3 ของวงการธุรกิจขายตรงประเทศไทย ซึ่ง “ซูเลียน” เป็นบริษัทเครือข่ายขายตรงสัญชาติมาเลเซีย ทำธุรกิจมากว่า 3 ทศวรรษ โดยมี มิสเตอร์เตีย เบง เซง เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2532
หลังประสบความสำเร็จกับการทำตลาดที่มาเลเซีย จากนั้นในปี 2539 ขยับขยายธุรกิจมายังตลาดประเทศไทย จึงเป็นจุดเริ่มต้นบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา เป็นผู้บุกเบิก
“ซูเลียน” เริ่มต้นจากธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องประดับ ก่อนจะขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามมา อาทิ กาแฟคอฟฟี่พลัส ยาสีฟัน SmileOn เครื่องดื่มชนิดผง เป็นต้น รวมถึงสินค้าแฟชั่นหลายชนิด มีฐานการผลิตอยู่ที่ “เมืองปีนัง” ประเทศมาเลเซีย ที่เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 3 อาคาร ได้แก่ อาคารแรกเป็นสำนักงานใหญ่ อาคารที่ 2 เป็นโรงงานผลิตเครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์โฮมแคร์ เช่น ผงซักฟอก และอาคารที่ 3 เป็นโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผงผสมโสมคอฟฟี่พลัสและอาหารเสริม ซึ่งโรงงานที่ 3 ในช่วงที่ผ่านมาได้ลงทุนและขยายกำลังการผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่องคิดเป็นวงเงินลงทุนสะสมรวม 1 หมื่นล้านบาท ส่วน “ซูเลียน” ในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่และคลังสินค้า อยู่ที่บางบัวทอง จ.นนทบุรี บนอาณาจักรกว่า 145 ไร่
ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โรงงานซูเลียนที่เมืองปีนังมีพื้นที่รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) แบ่งเป็นโซนเครื่องดื่มผง 20,000 ตร.ม. และโซนผลิตอาหารเสริมสุขภาพ 5,000 ตร.ม. สำหรับโรงงานโฮมแคร์มีพื้นที่ 15,000 ตร.ม. และโซนผลิตขนาด 2,500 ตร.ม. มีกำลังการผลิตเฉลี่ยในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 800,000 ซองต่อวัน เช่น คอฟฟี่พลัสแบบแพค 84 ซองผลิตได้ราว 10,000 แพคต่อวัน หรือนาทีละ 370 ซอง ผงซักฟอกผลิต 7,000 กิโลกรัมต่อวัน และน้ำยาซักผ้า6,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งทุกกระบวนการผลิตอยู่ภายใต้มาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองทั้ง GMP, HACCP, ISO9001:2015, ISO22000 และ HALAL มีระบบตรวจสอบเข้มข้น ทั้งคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิตแบบ semi-automated การควบคุมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี Bin Blenders, Auto Batching, ห้องแล็บตรวจสอบคุณภาพ
“อย่างกาแฟโสม การผลิตเป็นอัตโนมัติหมด จะไม่มีการสัมผัสมือคนเลย ตั้งแต่เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบที่ชั้น 4 จะไหลตามท่อลงมาผสมส่วนต่างๆ ที่ชั้น 3 แล้วไปบรรจุซองที่ชั้น 2 ส่งไปโกดังเพื่อส่งให้ลูกค้าที่บริเวณชั้น 1 ถือเป็นจุดแข็งของเราที่มีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง ทำให้ควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต และรักษาสูตรเฉพาะได้ ปัจจุบันซูเลียนมีผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่ม มีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อบ้านและที่อยู่อาศัย ผลิตภัณฑ์เพื่อร่างกาย และผลิตภัณฑ์ประเภทเข็มขัด” ปิยะวัฒน์กล่าว
“ปิยะวัฒน์” เล่าย้อนถึงความสำเร็จซูเลียนประเทศไทยตลอด 28 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นด้วยคุณภาพ ถ้าไม่มีคงไม่สามารถสร้างความมั่นใจและมั่นคงได้ โดยได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายวิกฤต ไม่ว่าน้ำท่วมปี 2554 และโควิด-19ทำให้มีการปรับตัวและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยได้ลงทุนในทรัพยากรบุคคล รวมถึงขับเคลื่อนการตลาดด้วยดิจิทัล จนปัจจุบันมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง
โดยปี 2567 สามารถปิดยอดขายได้กว่า 1,900 ล้านบาท และปี 2568 ตั้งเป้ามียอดขาย 2,500 ล้านบาท เติบโต 15% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งครึ่งปีแรก 2568 มียอดขายแล้ว 1,100 ล้านบาท มั่นใจครึ่งปีหลัง 2568 สามารถผลักดันยอดขายได้ตามเป้า เนื่องจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ปรับแผนการตลาด โดยเพิ่มอัตราการจ่ายผลตอบแทนให้แก่นักธุรกิจจาก 68% เป็น 81% ของมูลค่า BV ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของนักธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 20-30% ยังมีจัดแคมเปญมอบกองทุนรถยนต์ 500 คัน และแจกไอโฟน 500 เครื่อง จะเริ่มแจกในเดือนสิงหาคมนี้เป็นรถยนต์ 30 คัน และมือถือ 100 เครื่อง สำหรับนักธุรกิจที่ทำยอดขายและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีสัดส่วนรายได้ที่เติบโต และกาแฟยังเป็นสินค้าเรือธง สร้างรายได้หลักถึง 75% เมื่อนับจากปี 2532 ถึงปัจจุบันได้มีการผลิตไปแล้วกว่า 42,000 ล้านซอง ส่วนอีก 25% เป็นสินค้าผงซักฟอกและของใช้ในบ้าน สำหรับแผนปี 2569 เตรียมขยายตลาดไปยังประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมถึงเวียดนามในอนาคต เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโต
“ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจไม่ดี แต่การทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง มีความโชคดีมาก ดูจากยอดการซื้อสินค้าของนักธุรกิจแต่ละเดือนเพื่อรักษายอด เลยทำให้ยอดขายซูเลียนไม่ได้หายไปกับภาวะเศรษฐกิจ และยังมีคนใหม่เข้ามาเพิ่มด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสร้างอาชีพ และมีเสน่ห์ต่อเศรษฐกิจในตอนนี้ ส่วนแผนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น ที่ผ่านมาเรามีแผน แต่ตอนนี้เศรษฐกิจยังไม่ดี เลยชะลอออกไปก่อน” ปิยะวัฒน์กล่าว
ด้าน แดนนี่ เตียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน คอร์ปอเรชั่น เบอร์ฮาด จำกัด (ZCB) กล่าวว่า ปัจจุบันซูเลียนได้ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลด้วยกลยุทธ์ O2O (Offline to Online) ผสานช่องทางขายตรงแบบดั้งเดิมกับแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างครบวงจร ทั้งเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และโซเชียลคอมเมิร์ซ ไม่ว่า TikTok, Facebook, LINE Official พร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์และการวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาสินค้าให้สอดรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชั่น
อีกทั้งยังมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ จากเดิมที่ส่งออกไปประเทศไทยและกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในตลาดศักยภาพ พร้อมด้วยจัดโปรโมชั่นรักษาฐานลูกค้า และโปรแกรมฝึกอบรมตัวแทนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังยกระดับการตลาดด้วยการเพิ่มอัตราการจ่ายผลตอบแทนให้แก่นักธุรกิจเพิ่มเป็น 81% ของมูลค่า BV ส่งผลให้ยอดขายซูเลียนครึ่งปีแรก 2568 เติบโต 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“เรายังมีแผนจะนำที่ดินยังเหลืออยู่กว่า 10 ไร่ในปีนัง มาลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มเติม สำหรับผลิตสินค้าโฮมแคร์ใช้เงินลงทุนประมาณ 10 ล้านริงกิต หรือประมาณ 80 ล้านบาท คาดจะเริ่มเดินหน้าการก่อสร้างอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในไทยและอาเซียน” แดนนี่ เตียวกล่าว
การโชว์แผนและฐานการผลิตสินค้าของ “ซูเลียน”ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่า “ตลาดขายตรง”ยังแข็งแกร่ง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่สักแค่ไหนก็ตาม

