หมายเหตุ – นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพีกรุ๊ป) ปาถกฐาพิเศษในงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปีไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity จัดโดย เครือมติชน ที่เพลนารี ฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม
ขณะนี้มองเห็นความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า โดยเฉพาะ 30 ปีข้างหลัง ผมไปลงทุนที่เมืองจีนพอดีครบ 46 ปี พอหลังจากไปช่วง 10 กว่าปีหลังนี้ จีนเน้นเรื่องเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการค้า หรือการค้าระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่เน้นการผลิตร่วมด้วย สิ่งที่ประทับใจมากคือ การใช้หุ่นยนต์ เทคโนโลยี เครื่องจักรที่ก้าวหน้า ทันสมัย เพื่อผลิตสินค้าของดี ราคาถูกขายไปทั่วโลก จากนั้นใน 30 ปีต่อเนื่องหรือ 20 กว่าปีตอนนี้ เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมากมาย อาทิ หัวเว่ย อาลีบาบา เทนเซ็นต์ และยังมีตามมาอีก
ในวันนี้จีนมีคนเก่งเทคโนโลยี คนหนุ่ม 30 กว่าคนที่ลือชื่อ มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสูง ผลิตจรวด ผลิตโดรน ผลิตหุ่นยนต์ที่มีความก้าวหน้า โดยมองว่าหากเป็นภาคการผลิตแล้ว ไม่มีประเทศใดผลิตได้เร็วเท่าจีน เพราะจากการศึกษาเทคโนโลยีของจีน ไม่ได้ใช้แรงงาน แต่ใช้สมอง และคนที่ใช้สมองก็ไม่ได้ทำงานแบบสบายๆ ต้องมีความทุ่มเทในการทำงานสูงมาก
“ไทยไม่ได้เป็นศูนย์กลางการค้าเท่านั้น
แต่เป็นศูนย์กลางการผลิตด้วย
เพราะฝีมือของคนไทยมีความทุ่มเท ขยัน รับผิดชอบ มีวินัย
ทำให้เราจะเป็นศูนย์กลางการผลิตด้วย”
อย่างที่ผมไปคุยกับผู้สร้างจรวด ที่ทดสอบยิงครั้งเดียวก็สำเร็จได้ มีโอกาสได้สอบถามผู้ผลิตมาว่า ทำไมถึงทำสำเร็จได้ภายในครั้งเดียว ผู้ผลิตดังกล่าวมีคำตอบคือ 1.กำลังเงินไม่พอ 2.ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะเป็นบริษัทส่วนตัว ทำให้แม้จรวดจะมีชิ้นส่วนประกอบเป็นแสนชิ้น แต่ใช้คนที่มีความรู้ ทักษะสูง
เมื่อสร้างเสร็จแล้วก่อนจะยิง ต้องใช้เวลาอีกกว่า 5 เดือนในการตรวจสอบ ก่อนทดสอบยิงขึ้นท้องฟ้าว่า ส่วนใดมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งมีคนกว่า 200 คนที่มีความรู้สูงใช้เวลา 5 เดือนในการทำงานแบบไม่กลับบ้าน ทุ่มเท อดทน ใช้สมองไม่ได้ใช้แรงงาน ถึงจะสำเร็จ รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ อย่างหุ่นยนต์ หากสร้างจรวดได้แล้ว หุ่นยนต์ที่มีชิ้นส่วนไม่กี่หมื่นชิ้น หรือรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนหลายหมื่นชิ้น แต่ไม่ถึงแสนชิ้น ก็สามารถผลิตได้เช่นกัน
“หวังไทยกับจีนความสัมพันธ์ 50 ปี
จะต่อยอดเป็นล้านปี ถ้าผู้นำต่อๆ ไปของไทยเห็นว่าจะทำอะไร
จะช่วยให้ไทยกับจีน จับมือรวยไปด้วยกัน”
สาเหตุที่ต้องพูดเรื่องเทคโนโลยี เพราะมองว่าจากนี้จีนจะต้องผลิตสินค้าออกไปขายนอกประเทศทั่วโลก แต่เทคโนโลยีที่เป็นสมองจะอยู่ที่จีน ทั้งชิ้นส่วนอัจฉริยะหรือสิ่งต่างๆ ที่เรามองไม่เห็นเหล่านั้น ผมมีข้อเสนอแนะคือ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซียน ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางจริงๆ และประเทศไทยมีการเดินนโยบายที่เป็นมิตรกับทุกคน เราไม่ไปสร้างศัตรู เราเคารพวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย รวมถึงใครก็อยากอยู่ในประเทศไทย
โดยประเทศญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด เป็นกลุ่มรถยนต์ แต่ต่อจากนี้ไปจะไม่ใช่รถยนต์แล้ว แม้ยังมีความสำคัญอยู่ แต่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ หุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ จรวด ชิ้นส่วนไอโอที ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ต่างๆ หากประเทศไทยเข้าใจว่า ตัวเองเป็นศูนย์กลางการค้า จะเริ่มเป็นศูนย์กลางการผลิตได้ด้วยหรือไม่ ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสร้างพื้นฐานไว้แล้ว

หากเรามีนโยบายที่ดีกว่าปัจจุบัน พวกสินค้าเทคโนโลยีที่ผลิตแล้ว ไม่ใช่ขายเพียงในไทยเท่านั้น แต่ไปขายต่างประเทศด้วย เพราะประเทศไทยมีขนาดเล็กมาก จำนวนประชากรประมาณ 60 ล้านคน อาเซียนมีประมาณ 600-700 ล้านคน เทียบกับจีนที่มีจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ถ้าหากไทยทำธุรกิจกับจีน ต่างคนต่างไม่มีภาษี เชื่อว่าจีนแพ้ เพราะเสียเปรียบ ถ้าประเทศไทยจะได้เปรียบก็ต้องไปศึกษา ประเทศไทยเรา 60 กว่าล้านคนใช้อะไรบ้าง ประเทศจีน 1,400 ล้านคน เขาต้องการอะไรบ้าง ที่ลงทุนเอง เชิญคนเข้ามาร่วมลงทุน สร้างสินค้าไปส่งให้กับประเทศจีนด้วย
เพราะถ้าต่างคนต่างไม่มีภาษี จีนเขาจะขายสินค้าให้คนไทย 60 กว่าล้านคน มากกว่า 20 เท่าของเราที่ไปขายสินค้าให้กับคนจีน 1,400 ล้านคน และถ้าไทยเราแพ้ เราก็ต้องโทษตัวเองว่า เราไม่ได้ไปลงลึก ไม่ไปศึกษาอย่างลึกซึ้งว่า มีอะไรบ้างที่ผลิตจากเมืองไทยส่งให้กับทางจีน หรือเราดึงผู้ผลิตจากในโลกนี้ หรือดึงผู้ผลิตจากจีนมาผลิตที่เมืองไทย

ขณะที่จีนเขาก็รู้ว่าตลาดของจีนเขายิ่งใหญ่ เขารู้จักตลาดดี เราร่วมทุนกับเขาเท่าไหร่ ให้เขาเป็นบริษัทไทยไปเลยก็ได้ เหมือนที่สหรัฐอเมริกา ที่มีบริษัทหลายแห่งเป็นเชื้อชาติอเมริกา ไม่ปิดกั้นมีแต่เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อชาติเดียวกัน ถ้าเป็นเชื้อชาติอเมริกันต้องเป็นอินเดียนแดง
ทำไมสหรัฐอเมริกาได้แต่คนเก่งในโลกนี้ ไทยไม่ต้องห่วง คนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ถ้าไทยรับเขาเป็นคนไทย ผมคิดว่าบุคลากรเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนยินดี ที่จะเปลี่ยนเป็นสัญชาติไทย ช่วยสร้างประโยชน์ สร้างเศรษฐกิจ สร้างเงิน สร้างภาษีให้กับคนไทย รวมถึงสร้างงานด้วย ผมว่าเมืองไทยไม่ใช่จะเป็นศูนย์กลางทางการค้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นศูนย์กลางการผลิตด้วย เพราะคนไทย ฝีมือและความขยัน ละเอียด ไม่แพ้ใคร
แรงงานของไทยไปถึงประเทศอิสราเอล ไปถึงประเทศทวีปยุโรป ไปถึงประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนยินดีว่า คนไทยมีความทุ่มเท ขยัน มีความรับผิดชอบ มีวินัย ดังนั้นทำให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตด้วย เป็นเพียงศูนย์กลางด้านการค้าและการท่องเที่ยวยังไม่พอ และประเทศไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินด้วยเช่นกัน
ดั้งนั้นถ้าเรารู้แล้วว่า โลกยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี และประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ใครมาอยู่เมืองไทยก็ติดใจ มาอยู่สักปีสองปีไม่อยากกลับประเทศถิ่นฐาน ซึ่งในความได้เปรียบตรงนี้คิดว่าในโลกนี้คงมีไม่กี่ประเทศ และเป็นโอกาส เพราะอัตราการเกิดของคนไทยน้อย โรงเรียนในต่างจังหวัดปิด ขณะที่มหาวิทยาลัยก็รับนักเรียนนักศึกษาใหม่น้อยลงทุกปี ถ้าไทยได้คนเก่งๆ จากทั่วโลกมาทดแทนที่เราสร้างไม่ทัน หรือเราไม่ได้สร้าง เพราะโลกมันก้าวหน้า
ผมยังเห็นชัดเจนเลยว่า ถ้าไทยทำการค้ากับจีน ต่างคนต่างเปิดเสรี แล้วถ้าไทยแพ้จีน เรามี 60 กว่าล้านคน เขามี 1,400 ล้านคน เราแพ้จีนแปลว่าเราไม่ได้ไปศึกษา ไม่ได้ไปลงลึกว่าเรามีสินค้าอะไรที่ขายไปให้ที่เมืองจีนได้ หรือถ้าเราผลิตไม่ได้ เราจะต้องดึงคนจากทั่วโลกมาร่วมลงทุนกับเรา หรือดึงจากจีนมาร่วมลงทุนในประเทศไทย ผลิตแล้วขายกลับไปที่เมืองจีน ขายไปทั่วโลกด้วย ผมเห็นเต็มไปด้วยโอกาส เพราะวิกฤตคือโอกาส แต่ไทยเราน่าจะเจาะจง เจาะจงไปเชิญบริษัทที่ไฮเทคของจีนมาลงทุน แล้วไทยสร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเอื้อความสะดวก เพื่อวิน-วิน เพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด ร่ำรวยที่สุด ในอาเซียนและในเอเชีย ทุกสิ่งที่กล่าวมา สิ่งแวดล้อมทุกอย่าง เอื้อประเทศไทย มีอย่างเดียวคือไทยไม่ได้ไปลงลึกและศึกษาว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยเฉพาะจีน และเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะมาลงทุนที่ไทยมากขึ้น ไม่ใช่แค่จีนอย่างเดียว และคิดว่าสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมาเหมือนกัน เช่น การลงทุนเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
ดังนั้นประเทศไทยกับประเทศจีน ถ้าจับมือกันได้ และจับมือกันอยู่แล้ว เราหวังว่าใน 50 ปีนี้ จะต่อยอดไปอีกเป็นล้านปีอย่างไม่มีสิ้นสุด หวังว่าประเทศไทยและประเทศจีนมีอะไรร่วมมือกันอีกเยอะ และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยถ้าผู้นำต่อๆ ไปของไทย เมื่อเห็นว่าจะต้องทำอะไร จะช่วยให้ประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรือง จับมือกับจีน รวยกันไป ไทยก็รวย จีนก็รวย รวยทั้งคู่

